มองน้ำท่วมสู่มองด้านใน
posted on 21 Nov 2011 17:06 by suwidatham in Dhammapracticeเรื่องราวน้ำท่วม กลายเป็นเรื่องราวที่แทรกเข้ามาในทุก ๆ ส่วนของการดำเนินชีวิต เหมือนฝุ่นตลบจนกลบเรื่องอื่น ๆ ที่เราน่าจะเรียนรู้ ผู้เขียนเองก็วนเวียนติดตามเรื่องราวน้ำท่วมมาเป็นเดือน มาระลึกรู้ได้ก็ผ่านไปเนิ่นนาน ในช่วงเวลานั้น ความรู้เกี่ยวกับน้ำถาโถมท่วมทับเต็มพื้นที่ทางความคิดของเราเต็มไปหมด
ในสถานการณ์น้ำท่วม ได้เห็นคนรุ่นใหม่ (ไม่เกี่ยวกับอายุ เพศ สถานภาพ ) ปล่อยวางความคิด ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง ความห่วงใยในปัญหาส่วนตัว (น้ำท่วมบ้าน ติดสอบ งานส่วนตัวฯ ) อุดมการณ์ ฯ และลงมือปฏิบัติการแบบจิตอาสา ตามแต่ถนัด และตามสติปัญญาที่มี ทำอย่างสนุกสนาน ทำงานเชิงบวก ทำงานร่วมกันโดยมีเป้าว่า เพื่อบรรเทาความทุกข์ของคนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม พื้นที่ของกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายทั้งในสถาบันการศึกษา ในวัด ในพื้นทีเอกชน ฯลฯ ขออนุโมทนากับจิตที่คิดดีแล้ว (ย่อมนำความสุขมาให้)
อีกภาพหนึ่งคือภาพของคนที่ถูกน้ำท่วม บางภาพที่รับรู้จากสื่อก็ทำให้หดหู่ใจ รันทดและเศร้าใจเหมือนกัน รายงานสถานการณ์น้ำท่วมจากข่าว จะเล่าว่าน้ำท่วมเพิ่มขึ้นที่ไหน น้ำเพิ่มลดกี่เซนติเมตร จะระบายน้ำออกอย่างไร ความขัดแย้งของชาวบ้านที่ท่วมมาก ท่วมน้อย จนผู้เขียนถามตนเองว่า เราถูกทำให้ทุกข์เพราะน้ำท่วมมากเกินไปหรือไม่
ที่ทำให้รู้สึกดีก็คือข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในตอนท้ายของแม่น้ำท่าจีน ยอมรับสภาพการเดินทางมาของน้ำอย่างเต็มที่ และจัดการให้การเดินทางของน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว โดยเปิดทางให้ผ่านไปอย่างสะดวก ใจที่ยอมรับความเป็นไปของธรรมชาตินี้เอง ทำให้ น้ำ มิใช่ศัตรูที่ต้องกีดกัน แต่น้ำคือเพื่อนที่เดินทางเดินทางผ่านมาเพื่อกลับบ้าน ขออนุโมทนากับจิตที่คิดดีแล้ว เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเขียนไว้ในเรื่องเฝ้ามองน้ำท่วมที่ราบลุ่มภาคกลาง
ภาพจงรู้จักตนเอง จากโรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกข์
ที่มา: ภาพจากรวมคำสอนของท่านพุทธทาส http://www.oknation.net/blog/print.php?id=405742
3. เปลี่ยนจากน้ำท่วมใจ มาดูใจตัวเอง
การมองปรากฏการณ์ที่มีต่อสรรพขึ้นกับคนที่มอง แต่ละคนมองไม่เหมือนกัน แม้ผู้เขียนเอง มองน้ำท่วมในช่วงแรก กับในปัจจุบันก็ต่างออกไปไม่เหมือนเดิม
ผู้เขียนเข้าใจว่า การมองเรื่องราวต่าง ๆ ก็เหมือนจุดที่เรายืนมอง หากเรามองจากพื้นดินก็เห็นแบบหนึ่ง มองจากยอดเขาก็เห็นอีกแบบ หากได้นั่งเครื่องบินตระเวนมองลงมาก็จะมองได้กว้างไกลและเชื่อมโยงอย่างมีพลวัต การมองที่ว่าทำให้นึกไปถึงภาพ หลวงพ่อพุทธทาสนั่งบนหน้าผา เป็นภาพที่ประทับใจผู้เขียนยิ่งนัก
ภาพการมองเรื่องราวต่าง ๆ นี้ ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนอ่านเพิ่งจบในช่วงนี้ (หลังจากเรื่องราวน้ำท่วมที่เหมือนฝุ่นตลบค่อย ๆ จางลง) คือหนังสือที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขียนเรื่อง “อินเดีย จาริกด้านใน เล่ม1 การศึกษาที่งดงาม” (เดินสู่อิสรภาพเป็นผลงานเล่มแรกของอาจารย์ประมวล และเป็นเล่มเดียวในชีวิตของผู้เขียน ที่อ่านแล้ววางไม่ลง)

อาจารย์ประมวลได้เล่าจนสามารถจินตนาการได้ว่าอาจารย์ทำอย่างไร อยู่อย่างไร เรียกว่าทำให้ดู อยู่ให้เห็นตามที่หลวงพ่อเทียน จิตติสุโภ และหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณเคยสอนผู้เขียนไว้ การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงช่วยให้ฝึกปล่อยวางจิตใจในช่วงเวลานี้ได้ดี
ในช่วงที่อาจารย์ประมวลกลับไปเยี่ยมแม่ (ที่นับถือกัน) ที่มีรัท อาจารย์ได้ทบทวนปรากฎการณ์ในอดีตจากมุมมองที่เปลี่ยนไป การเล่าเรื่องราวในช่วงไปเคารพศพแม่ ทำเอาผู้เขียนเกิดปีติ น้ำตาไหลอาบแก้ม ในอดีตอาจารย์มีกรงขังที่ถักทอขึ้นจากความยึดมั่นถือมั่นว่า ความจริงคือข้อเท็จจริงแห่งโลกภายนอกที่เข้าถึงได้ด้วยความคิดเชิงเหตุผล ทำให้ไม่ได้สัมผัสความหมายอันงดงามที่แม่มอบให้ และดูด้อยค่า ไร้ความหมายในสิ่งที่แม่แสดงออก แต่การกลับไปที่มีรัทในครั้งนี้ อาจารย์ได้เข้าใจถึงความรักอันหมดจดงดงามของแม่ในช่วงเวลานั้นที่เปิดบ้าน และต้อนรับโดยไม่ได้รู้สึกว่าอาจารย์เป็นคนอื่น
เรื่องราวเกี่ยวกับขอทานที่อินเดีย ที่ทำให้อาจารย์มองเห็นความทุกข์ยากของมนุษย์ด้วยใจที่มิใช่การใช้ตาดู แต่เป็นการเห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ผ่านการกระทำ การบำเพ็ญจิตอันประกอบด้วยจาคเจตนา อาจารย์จึงไม่รู้สึกรังเกียจ โกรธที่ขอทานแตะเนื้อต้องตัว แต่กลับเห็นใจขอทานต้องมีชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนั้น อาจารย์ประมวลถ่ายทอดประสบการณ์ว่า “ความเห็นอกเห็นใจเขาจะทำให้จิตใจเรานุ่มนวลอ่อนโยน และด้วยจิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยน เราจึงสามารถหยั่งถึงความจริงที่ละเอียดลุ่มลึก ไม่เฉพาะกับชาวอินเดียเท่านั้น หากแต่กับทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตนเอง เพื่อนมนุษย์ หมู่สัตว์น้อยใหญ่ ตลอดทั้งโลกและจักรวาล เราต้องอาศัยจิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยนในการเรียนรู้” แน่นอนคงจะหมายรวมถึงการเรียนรู้เรื่องน้ำท่วมในขณะนี้ด้วย
อาจารย์ประมวลได้แสดงให้เห็นถึงการมองทุกสิ่งเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน และก็รู้สึกขบขันเมื่อเผลอแยกตัวตนออกจากสิ่งต่าง ๆ ตัวอย่างในช่วงที่อาจารย์เล่าถึง การนั่งที่โขดหินกลางแม่น้ำ ตรงต้นแม่น้ำคงคา โดยนั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไม่คิดปรุงแต่ง หยุดนิ่ง-นิ่งจนเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น เป็นสายน้ำ สายลม แสงแดด ก้อนหิน เป็นธรรมชาติโดยรอบ ..และเมื่อลุกจากที่นั้น กระโดดข้ามก้อนหินทีละก้อน ในจังหวะพลาดจนเกือบเซล้ม อาจารย์มองเห็น “สภาวะที่กลัวตกน้ำ”ผุดขึ้น มองเห็นการยึดถือความเป็นตัวเป็นตนที่แยกจากก้อนหินและสายน้ำ เป็นเรื่องเล่าที่ละเอียด ลึกและสะดุดใจผู้เขียนมากทีเดียว
ที่ทำให้ผู้เขียนอบอุ่นใจ เห็นจะเป็นข้อความที่อาจารย์กล่าวถึง โลกของวิชาการ กับโลกของการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ประสบการณ์ของอาจารย์เห็นว่าความหมายที่ยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้นั้น ต้องออกจากโลกใบเดิมไปสู่โลกใบใหม่ ออกจากความเคยชินไปสู่ความแปลกใหม่ ออกจากความปกติสามัญไปสู่ความประหลาดมหัศจรรย์ ในอดีตอาจารย์ปรุงแต่งความคิดของตนอย่างวิจิตอลังการซึ่งแม้จะช่วยให้ข้ามพ้นข้อสงสัยต่าง ๆ แต่ก็ไม่สามารถตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับโลกและชีวิตได้อย่างหมดจด ตรงกันข้ามอาจารย์กลับรู้สึกหวั่นกลัว คับแค้นขุ่นมัว ต่อเมื่ออาจารย์ได้ก้าวออกจากโลกแห่งความคิด ปล่อยจิตให้อยู่กับอารมณ์อันเป็นปัจจุบันขณะ พร้อม ๆ กับเฝ้าดู รับรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบันในโลก และเงื่อนไขแบบเดิม ความคับแค้นขุ่นมัวในใจกลับจางคลายลง อาจารย์อยู่กับการมีชีวิตอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้เพื่อสัมผัสความงดงามที่นี่ และเดี๋ยวนี้..สวรรค์หรือนรก ก็อยู่ในตัวอาจารย์ ข้อความเหล่านี้ได้ตอกย้ำให้ผู้เขียนมั่นคงมากขึ้นตามที่หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียนสอนไว้
มีคนถามผู้เขียนว่า ชอบอ่านหนังสืออาจารย์ประมวลตรงไหน ผู้เขียนตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่า หนังสือที่อาจารย์เขียน ใช้ภาษาใจสื่อสารกับผู้อ่าน การแสดงออกด้วยใจยังเป็นภาษาสากล ไม่ว่าจะปรากฎออกมาในรูปแบบใด ก็ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงความหมายได้โดยไม่จำกัดรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่อาจารย์ก้มลงกราบเท้าครูตามแบบไทย (อาจารยราเชนทร์ กุมาร กรล์ ผู้สอนพระเวทและเวทันตะ ) แต่ท่าน (อาจารย์ราเชนทร์ กุมาร กรล์)ก็รู้ได้ว่า นั่นคือรูปแบบการแสดงความคารวะอย่างสูงตามแบบของชาวพุทธไทย
การได้นั่งอ่านหนังสือที่มีคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่สักเล่มหนึ่ง ในช่วงเวลาที่กำลังวุ่นวายสับสนก็ช่วยให้เราสงบ และเฝ้ามองอย่างมีสติ การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เหมือนได้นั่งฟังอาจารย์เล่า เรื่องที่เล่ามีความหมายลึกซึ้งเกิดพลังแห่งสติ หากจะเปรียบอาจารย์เป็นเทพ อาจารย์คือเทพปางเมตตา

