1.  เรื่องราวน้ำท่วม ท่วมทับเรื่องอื่น ๆ
 

เรื่องราวน้ำท่วม กลายเป็นเรื่องราวที่แทรกเข้ามาในทุก ๆ ส่วนของการดำเนินชีวิต เหมือนฝุ่นตลบจนกลบเรื่องอื่น ๆ ที่เราน่าจะเรียนรู้ ผู้เขียนเองก็วนเวียนติดตามเรื่องราวน้ำท่วมมาเป็นเดือน มาระลึกรู้ได้ก็ผ่านไปเนิ่นนาน  ในช่วงเวลานั้น ความรู้เกี่ยวกับน้ำถาโถมท่วมทับเต็มพื้นที่ทางความคิดของเราเต็มไปหมด

จะเตรียมเรืออย่างไรดีหนอ (ถามตัวเอง) วิธีการพายเรือก็ควรรู้  เรื่องราวเกี่ยวกับถุงยังชีพก็สำคัญ การกำจัดน้ำเน่า กำจัดขยะ การถ่ายในยามน้ำท่วมก็จำเป็น  ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จัดทำรู้สู้ flood1-7… ก็ช่วยเตือนสติพร้อมทั้งให้ความรู้ดี ฯลฯ  หลายเรื่องน่าสนใจ แต่ก็ถามตนเองว่าหากน้ำท่วม เราจะหยิบจับเรื่องนั้นมาใช้ได้ทันท่วงทีหรือไม่ หากเราขาดสติ   คำถามที่เราอยากรู้ก่อนอื่นคือ บ้านเราจะน้ำท่วมหรือไม่ จะมีสัญญาณอะไรบอกว่ากำลังจะท่วม สองคำถามหลัง ไม่มีคำตอบจากใคร  ผู้เขียนก็นั่งหน้าจออยู่ระยะหนึ่งคอยติดตามข่าวรายวัน ตั้งสติได้ก็ชวนกันออกทำอะไรเล็กน้อยเพื่อตอบคำถามตนเอง  เมื่อพอเข้าใจแล้ว ก็สื่อสารออกมา (รายละเอียดดูได้ที่ น้ำท่วมนครปฐม จะมาอย่างไร มาถึงไหน จะรู้ได้อย่างไร   และน้ำท่วมนครปฐมฯตอน 2 จะท่วมบ้านเราไหม  
 
2.  มองดูคนไทยกับน้ำท่วม 

ในสถานการณ์น้ำท่วม ได้เห็นคนรุ่นใหม่ (ไม่เกี่ยวกับอายุ เพศ สถานภาพ ) ปล่อยวางความคิด ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง ความห่วงใยในปัญหาส่วนตัว (น้ำท่วมบ้าน ติดสอบ งานส่วนตัวฯ ) อุดมการณ์  ฯ และลงมือปฏิบัติการแบบจิตอาสา ตามแต่ถนัด และตามสติปัญญาที่มี ทำอย่างสนุกสนาน ทำงานเชิงบวก ทำงานร่วมกันโดยมีเป้าว่า เพื่อบรรเทาความทุกข์ของคนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม  พื้นที่ของกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นมากมายทั้งในสถาบันการศึกษา ในวัด ในพื้นทีเอกชน ฯลฯ ขออนุโมทนากับจิตที่คิดดีแล้ว (ย่อมนำความสุขมาให้)

อีกภาพหนึ่งคือภาพของคนที่ถูกน้ำท่วม  บางภาพที่รับรู้จากสื่อก็ทำให้หดหู่ใจ รันทดและเศร้าใจเหมือนกัน  รายงานสถานการณ์น้ำท่วมจากข่าว จะเล่าว่าน้ำท่วมเพิ่มขึ้นที่ไหน น้ำเพิ่มลดกี่เซนติเมตร จะระบายน้ำออกอย่างไร ความขัดแย้งของชาวบ้านที่ท่วมมาก ท่วมน้อย จนผู้เขียนถามตนเองว่า เราถูกทำให้ทุกข์เพราะน้ำท่วมมากเกินไปหรือไม่

ที่ทำให้รู้สึกดีก็คือข่าวเกี่ยวกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งในตอนท้ายของแม่น้ำท่าจีน ยอมรับสภาพการเดินทางมาของน้ำอย่างเต็มที่ และจัดการให้การเดินทางของน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว โดยเปิดทางให้ผ่านไปอย่างสะดวก  ใจที่ยอมรับความเป็นไปของธรรมชาตินี้เอง ทำให้ น้ำ มิใช่ศัตรูที่ต้องกีดกัน แต่น้ำคือเพื่อนที่เดินทางเดินทางผ่านมาเพื่อกลับบ้าน ขออนุโมทนากับจิตที่คิดดีแล้ว  เรื่องนี้ผู้เขียนเคยเขียนไว้ในเรื่องเฝ้ามองน้ำท่วมที่ราบลุ่มภาคกลาง

 

จงรู้จักตนเอง

ภาพจงรู้จักตนเอง จากโรงมหรสพทางวิญญาณ สวนโมกข์

ที่มา: ภาพจากรวมคำสอนของท่านพุทธทาส http://www.oknation.net/blog/print.php?id=405742

3. เปลี่ยนจากน้ำท่วมใจ มาดูใจตัวเอง

การมองปรากฏการณ์ที่มีต่อสรรพขึ้นกับคนที่มอง แต่ละคนมองไม่เหมือนกัน แม้ผู้เขียนเอง มองน้ำท่วมในช่วงแรก กับในปัจจุบันก็ต่างออกไปไม่เหมือนเดิม

ผู้เขียนเข้าใจว่า การมองเรื่องราวต่าง ๆ ก็เหมือนจุดที่เรายืนมอง หากเรามองจากพื้นดินก็เห็นแบบหนึ่ง มองจากยอดเขาก็เห็นอีกแบบ  หากได้นั่งเครื่องบินตระเวนมองลงมาก็จะมองได้กว้างไกลและเชื่อมโยงอย่างมีพลวัต การมองที่ว่าทำให้นึกไปถึงภาพ หลวงพ่อพุทธทาสนั่งบนหน้าผา เป็นภาพที่ประทับใจผู้เขียนยิ่งนัก

 

Bhuddadhas
ที่มา
 

ภาพการมองเรื่องราวต่าง ๆ นี้ ทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้เขียนอ่านเพิ่งจบในช่วงนี้ (หลังจากเรื่องราวน้ำท่วมที่เหมือนฝุ่นตลบค่อย ๆ จางลง) คือหนังสือที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เขียนเรื่อง  “อินเดีย จาริกด้านใน เล่ม1 การศึกษาที่งดงาม” (เดินสู่อิสรภาพเป็นผลงานเล่มแรกของอาจารย์ประมวล และเป็นเล่มเดียวในชีวิตของผู้เขียน ที่อ่านแล้ววางไม่ลง)

 

India-edu1
 
 
 
 
India-edu2
 

อาจารย์ประมวลได้เล่าจนสามารถจินตนาการได้ว่าอาจารย์ทำอย่างไร อยู่อย่างไร เรียกว่าทำให้ดู อยู่ให้เห็นตามที่หลวงพ่อเทียน จิตติสุโภ และหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณเคยสอนผู้เขียนไว้  การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงช่วยให้ฝึกปล่อยวางจิตใจในช่วงเวลานี้ได้ดี

 

luangportien khamkien

 

ในช่วงที่อาจารย์ประมวลกลับไปเยี่ยมแม่ (ที่นับถือกัน) ที่มีรัท อาจารย์ได้ทบทวนปรากฎการณ์ในอดีตจากมุมมองที่เปลี่ยนไป การเล่าเรื่องราวในช่วงไปเคารพศพแม่ ทำเอาผู้เขียนเกิดปีติ น้ำตาไหลอาบแก้ม  ในอดีตอาจารย์มีกรงขังที่ถักทอขึ้นจากความยึดมั่นถือมั่นว่า ความจริงคือข้อเท็จจริงแห่งโลกภายนอกที่เข้าถึงได้ด้วยความคิดเชิงเหตุผล ทำให้ไม่ได้สัมผัสความหมายอันงดงามที่แม่มอบให้ และดูด้อยค่า ไร้ความหมายในสิ่งที่แม่แสดงออก  แต่การกลับไปที่มีรัทในครั้งนี้  อาจารย์ได้เข้าใจถึงความรักอันหมดจดงดงามของแม่ในช่วงเวลานั้นที่เปิดบ้าน และต้อนรับโดยไม่ได้รู้สึกว่าอาจารย์เป็นคนอื่น

เรื่องราวเกี่ยวกับขอทานที่อินเดีย ที่ทำให้อาจารย์มองเห็นความทุกข์ยากของมนุษย์ด้วยใจที่มิใช่การใช้ตาดู  แต่เป็นการเห็นความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ผ่านการกระทำ การบำเพ็ญจิตอันประกอบด้วยจาคเจตนา อาจารย์จึงไม่รู้สึกรังเกียจ โกรธที่ขอทานแตะเนื้อต้องตัว แต่กลับเห็นใจขอทานต้องมีชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนั้น  อาจารย์ประมวลถ่ายทอดประสบการณ์ว่า “ความเห็นอกเห็นใจเขาจะทำให้จิตใจเรานุ่มนวลอ่อนโยน และด้วยจิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยน เราจึงสามารถหยั่งถึงความจริงที่ละเอียดลุ่มลึก ไม่เฉพาะกับชาวอินเดียเท่านั้น หากแต่กับทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตนเอง เพื่อนมนุษย์ หมู่สัตว์น้อยใหญ่ ตลอดทั้งโลกและจักรวาล เราต้องอาศัยจิตใจที่นุ่มนวลอ่อนโยนในการเรียนรู้” แน่นอนคงจะหมายรวมถึงการเรียนรู้เรื่องน้ำท่วมในขณะนี้ด้วย

 

อาจารย์ประมวลได้แสดงให้เห็นถึงการมองทุกสิ่งเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน และก็รู้สึกขบขันเมื่อเผลอแยกตัวตนออกจากสิ่งต่าง ๆ  ตัวอย่างในช่วงที่อาจารย์เล่าถึง การนั่งที่โขดหินกลางแม่น้ำ ตรงต้นแม่น้ำคงคา โดยนั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไม่คิดปรุงแต่ง หยุดนิ่ง-นิ่งจนเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น เป็นสายน้ำ สายลม แสงแดด ก้อนหิน เป็นธรรมชาติโดยรอบ ..และเมื่อลุกจากที่นั้น กระโดดข้ามก้อนหินทีละก้อน  ในจังหวะพลาดจนเกือบเซล้ม อาจารย์มองเห็น “สภาวะที่กลัวตกน้ำ”ผุดขึ้น มองเห็นการยึดถือความเป็นตัวเป็นตนที่แยกจากก้อนหินและสายน้ำ    เป็นเรื่องเล่าที่ละเอียด ลึกและสะดุดใจผู้เขียนมากทีเดียว

 

ที่ทำให้ผู้เขียนอบอุ่นใจ เห็นจะเป็นข้อความที่อาจารย์กล่าวถึง โลกของวิชาการ กับโลกของการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ประสบการณ์ของอาจารย์เห็นว่าความหมายที่ยิ่งใหญ่ของการเรียนรู้นั้น ต้องออกจากโลกใบเดิมไปสู่โลกใบใหม่ ออกจากความเคยชินไปสู่ความแปลกใหม่ ออกจากความปกติสามัญไปสู่ความประหลาดมหัศจรรย์ ในอดีตอาจารย์ปรุงแต่งความคิดของตนอย่างวิจิตอลังการซึ่งแม้จะช่วยให้ข้ามพ้นข้อสงสัยต่าง ๆ แต่ก็ไม่สามารถตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับโลกและชีวิตได้อย่างหมดจด ตรงกันข้ามอาจารย์กลับรู้สึกหวั่นกลัว คับแค้นขุ่นมัว ต่อเมื่ออาจารย์ได้ก้าวออกจากโลกแห่งความคิด ปล่อยจิตให้อยู่กับอารมณ์อันเป็นปัจจุบันขณะ พร้อม ๆ กับเฝ้าดู รับรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบันในโลก และเงื่อนไขแบบเดิม ความคับแค้นขุ่นมัวในใจกลับจางคลายลง  อาจารย์อยู่กับการมีชีวิตอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้เพื่อสัมผัสความงดงามที่นี่ และเดี๋ยวนี้..สวรรค์หรือนรก ก็อยู่ในตัวอาจารย์ ข้อความเหล่านี้ได้ตอกย้ำให้ผู้เขียนมั่นคงมากขึ้นตามที่หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียนสอนไว้  

 

มีคนถามผู้เขียนว่า ชอบอ่านหนังสืออาจารย์ประมวลตรงไหน ผู้เขียนตอบได้อย่างไม่ต้องคิดว่า หนังสือที่อาจารย์เขียน  ใช้ภาษาใจสื่อสารกับผู้อ่าน การแสดงออกด้วยใจยังเป็นภาษาสากล ไม่ว่าจะปรากฎออกมาในรูปแบบใด ก็ย่อมจะแสดงให้เห็นถึงความหมายได้โดยไม่จำกัดรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่อาจารย์ก้มลงกราบเท้าครูตามแบบไทย (อาจารยราเชนทร์ กุมาร กรล์ ผู้สอนพระเวทและเวทันตะ ) แต่ท่าน (อาจารย์ราเชนทร์ กุมาร กรล์)ก็รู้ได้ว่า นั่นคือรูปแบบการแสดงความคารวะอย่างสูงตามแบบของชาวพุทธไทย

 

การได้นั่งอ่านหนังสือที่มีคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่สักเล่มหนึ่ง ในช่วงเวลาที่กำลังวุ่นวายสับสนก็ช่วยให้เราสงบ และเฝ้ามองอย่างมีสติ  การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เหมือนได้นั่งฟังอาจารย์เล่า เรื่องที่เล่ามีความหมายลึกซึ้งเกิดพลังแห่งสติ  หากจะเปรียบอาจารย์เป็นเทพ อาจารย์คือเทพปางเมตตา