ที่มา

จากที่ไม่เคยสนใจอินเดียเลย แต่เมื่อได้ไปอินเดียครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเคยเล่าไว้ที่แดนดินถิ่นอินเดีย จากนั้นเมื่อได้เดินทางไปจีน เพื่อตามรอยสมณะเสวียณจั้ง หรือพระถังซำจั๋งที่เรารู้จักกัน ยิ่งทำให้สนใจพุทธศาสนา และผู้คนในอินเดีย การเดินทางไปจีนทำให้เห็นศรัทธาของผู้คนต่อพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเจาะภูเขาเป็นถ้ำเพื่อการปฏิบัติธรรม (รายละเอียดโปรดดู ซี่อาน (Xi'An)ต้าถง(Datong):เมื่องที่น่าท่องเที่ยว) ทำให้เกิดความสนใจ ถ้ำอชันตา  (Ajanta Cave) ที่อินเดีย  และเป็นที่มาของการเดินทางครั้งนี้

การไปอชันตา ต้องนั่งเครื่องบินไปลง Mumbai จากนั้น นั่งเครื่องบินภายในประเทศ หรือรถไฟ หรือรถบัส ไปลง Aurangabad  และจากAurangabad ยังต้องว่าจ้างรถไปถ้าอชันตา  ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงถือโอกาสเรียนรู้ผู้คนระหว่างเดินทางไปด้วยเลย การเดินทางไปครั้งนี้มีกำหนด 8 วัน (4-12 มกราคม2560) โดยมีเพื่อนที่สนใจแบบเดียวกันไปด้วยหนึ่งคน  (ชมกร จิวะพงศ์) ธรรมะจัดสรรให้เราได้ไปด้วยกันทั้งคู่ ทั้งสนุกและมีความสุขในการเที่ยว กิน และนอนที่อินเดีย

 

 

การต้อนรับอย่างฮา

เมื่อพูดถึงอินเดีย มักจะได้ยินว่า สกปรก ระมัดระวังเรื่องอาหาร ไม่ปลอดภัย จะถูกหลอก แม้เพื่อนผู้เขียนที่เป็นชาวอินเดียเองก็ยังห่วง และค่อยสอบถามตลอดระยะเวลาที่เดินทางว่าเป็นอย่างไร กลับถึงที่พักรึยัง ถึงที่ไหนแล้ว ทำนองเดียวกับที่มีคนเคยกล่าวว่า หากเจอแขกและเจองู ให้ตีแขกก่อน คำกล่าวนี้สะท้อนว่า คนแขกคบไม่ได้ ไม่น่าไว้วางใจ 

ก่อนไปผู้เขียนก็รู้สึกเช่นนั้นอยู่บ้าง แต่เสน่ห์ของอินเดียได้ลบความรู้สึกเช่นนี้ออกไปจนหมดสิ้น หากถ้าเราก้าวข้ามกำแพงบางอย่างที่เราเคยรับรู้ และพยายามมองหาเบื้องหลังที่คนอินเดียมีและยึดถือ เราจะพบอีกด้านหนึ่ง และเข้าใจคนอินเดียได้  การไปอินเดียเพียงสองครั้งก็ทำให้ผู้เขียนมีมุมมองที่เปลี่ยนไป

 อย่างแรกที่ไปถึงคือ การต้อนรับ เมื่อคนอินเดียรู้สึกว่าเราเป็นคนต่างชาติ เขาจะพากันเข้ามาทักทายและขอถ่ายรูป คำถามยอดฮิตคือ What's your name , where are you from และก็จะขอถ่ายรูป โดยกรูเข้ามากันมากมาย 

 

ภาพนี้ถ่ายที่ มินิทัชมาฮาล(BibiKa Maqbara) เส้นทางจาก Aurangabad

ไปถ้ำอชันตา (Ajanta Cave)

 

 

มีหนุ่มรายหนึ่งขำมาก เขาแนะนำตัวและบอกว่าขอถ่ายรูปด่้วย จากนั้นพอเราตกลง ญาติเขาก็กรูกันเข้ามาเต็มไปหมด และก็แนะนำว่า นี่แม่ พ่อ นี่น้า  ป้า นี่พี่เขาฯ... 555

ดูราวกับว่าพวกเราเป็นดาราไปเลย แต่ไม่ใช่หรอก เขาจะทักทายกับชาวต่างชาติทุกคน

ภาพชายหนุ่มที่ยืนซ้ายสุด ที่มาขอถ่ายรูปจากนั้นบรรดาญาติ ๆ ในภาพก็กรูกันเข้ามา

 

ยอดนักเจรจาต่อรอง

 ระหว่างการเดินทาง เราต้องคอยเตือนตนเองว่า ที่ตัดสินใจนั้นรอบคอบรึยัง เพราะตลอดเวลาที่ต้องมีการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ (เช่ารถ/ซื้อทัวร์ท่องเที่ยว-oneday  trip/ซื้อหนังสือท่องเที่ยวถ้ำ/ซื้ออาหาร ผลไม้ข้างทาง ฯ)  จะมีช่องโหว่ให้เราคิดไม่ถึง จะเรียกว่าค่าโง่ก็ไม่ผิดนัก ทำให้ชีวิตตื่นเต้นไปอีกแบบ 

 

  เรื่องแรก เริ่มจากการจ้างเหมารถแท๊กซี่จากสถานีรถไฟ Aurangabad ไปที่พักประมาณ 30 กม. ค่าเหมารถ 1800 รูปี ซึ่งตกลงกันว่าระหว่างการเดินทางจะแวะเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ 4 แห่ง (Himroo Factory ซึ่งเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องทอผ้าฝ้าย/ Aurangabad cave/BibiKa Maqbara/Khuldabad fort)แต่เราลืมถามว่ารถเป็นรถแอร์หรือไม่ หลังตกลงราคา และรถขับออกไปด้วยความเคยชินก็ถามว่าไม่เปิดแอร์หรือ เขาก็บอกว่า ไม่ได้ตกลงกันไว้ หากจะเปิดแอร์ต้องเพิ่มอีก  500 รูปี นี่เป็นครั้งแรกของการเจรจาต่อรองกับคนอินเดีย แต่เราก็ชักไม่แน่ใจ  เพื่อนที่มาด้วยก็บอกว่า ให้ทดลองเปิดก่อนว่าเย็นไหม หากเย็นก็จะตกลง  คนขับก็เปิดแอร์ที่ความเย็นสุดทุกโหมด!! ปรากฎว่า ไม่มีความเย็นเลย (เอิ๊กๆๆ)  เราก็เลยบอกเขาว่าไม่เอา (จริง ๆ อากาศก็ไม่ร้อน แต่เพราะเราเคยชินกับการนั่งรถแอร์ในเมืองไทย)  

 

 ** ช่วงที่เราไปอินเดีย อัตราแลกเปลี่ยน  1 บาท เท่ากับ 0.57 รูปี

 หากคุณติดต่อค้ากับชาวอินเดีย โดยยังไม่ตกลงเจรจาการค้าก่อนใช้บริการ นั่นแปลว่าคุณจะเสียค่าโง่แล้ว และแม้จะติดต่อตกลงราคาแล้ว หากรายละเอียดที่เราต้องการยังไม่ชัดเจน เขาก็จะหาช่องโหวเพื่อขอเงินเพิ่ม

  เช่น การขึ้นรถตุ๊ก ๆ เขามักจะเรียกเราขึ้นโดยยังไม่ตกลงราคาก่อน พอถึงที่หมายเขาจะเรียกราคาเท่าใดก็ได้  คราที่เราเรียกแท๊กซี่ไปสถานีรถไฟซึ่งมีทางเข้าหลายทาง รวมถึงหน้าประตูทางเข้าที่สะดวกสำหรับขนสัมภาระของเรา แต่เราไม่ตกลงให้แน่ชัดว่าให้ส่งที่ใด เขาจะส่งเราที่เขาใกล้ (มิใช่สะดวกเรา) เราก็ต้องเสียเงินเพิ่มอีกหากจะไปไกลขึ้น

 

 

ด้านหลังภาพซ้ายมือคือAurangabad cave ซึ่งคล้ายกับAjanta Cave แต่ขนาดเล็กกว่า และเชิงเขาด้านล่างจะมีสถานที่ปฏิบัติธรรมของชาวพุทธด้วย

 

One day trip ในเมืองมมไบ เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เราได้รู้ว่าเราศึกษาข้อมูลไม่ชัดเจน ทำให้เข้าใจผิดไปเอง คิดไปเอง และไม่รอบคอบ เพราะก่อนไปเราเข้าใจว่า ในมุมไบมีลานตากผ้าขนาดใหญ่ในสลัมเพียงแห่งเดียว ที่เรียกว่า  Dhobi Ghat  คนขายทัวร์เสนอราคาไปสถานที่ต่าง ๆถูกมาก (ดูจากภาพข้างล่าง  ซึ่งในภาพเราวางแผนจะไปที่หมายเลข 1  6  10 และ 11 อยู่แล้ว)  เรารีบตอบตกลงเพราะถือว่าได้ไปเที่ยวอีกหลายที (555 ตามประสาคนงก) พอไปจริงปรากฎว่า คนขับรถเหมือนขับทำสถิติ พอไปถึงก็ชี้ว่า นี้สถานที่ที่ 1  2  3  4  ....จนเรากระหายอยากเห็นสถานที่ตากผ้าเปิดโล่ง พอไปถึงก็งง ว่าไม่เป็นอย่างที่เราค้นข้อมูลมา เราจึงสอบถามเขาใหม่ เขาจึงบอกว่า นั่นอยู่ไกลออกไปอีก 30 กม.นอกเมือง แต่ที่นี่คุณเดินดูได้ ที่นั่นคุณจะยืนชมบนสะพานเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปดูได้ (ซึ่งก็จริง) แต่ความที่มาแล้วอยากเห็นของจริงและอยากเห็น Dharavi Slum ที่ใหญ่ที่สุดด้วย เพราะเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Slum Dog Millionaire ก็เลยตกลงราคากันใหม่ และเพิ่มให้เขาอีก 1,500 รูปี รวม 3,500 รูปีเพื่อไปดูDhobi Ghat และ Dharavi Slum ของจริง (ที่Dharavi Slum เป็นสลัมที่มีการจัดการขยะที่ยอดเยี่ยมมาก กล่าวได้ว่า คนอินเดียเป็นนักจัดการของเก่า และนำมาใช้ได้เหมือนใหม่อย่างสุดยอด เราสมควรเรียนรู้ส่วนนี้จากเขาได้ จนเราเข้าใจได้ว่าเพราะมีเมือง จึงมีสลัม)


 บัตรแสดงสถานที่นำเที่ยว 12 แห่งที่ตกลงกัน ทั้งหมดอยู่ในเขตเมืองใกล้ Gateway of India

หมายเลข 10 คือพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวการต่อสู้ของมหาตมะ คานธี

 

 

Dhobi Ghat หรือสถานที่ตากผ้าเปิดโล่ง จะเห็นผู้คนที่เป็นแรงงานรับจ้างซักผ้า

ผ้าสีขาวคือผ้าของโรงแรมรายรอบที่นำมาให้ที่แห่งนี้ซักล้าง  สลัมจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตของเมืองใหญ่  สาวทีเห็นคือเพื่อนร่วมเดินทาง

 

อีกเรื่องที่เห็นว่าเขาเป็นนักขาย และนักต่อรอง คือ ระหว่างการไปชมถ้ำอชันตา และถ้ำเอลโรล่า จะมีคนเดินขายหนังสือแนะนำชมถ้ำ แรก ๆ ก็ไม่สนใจ   แต่พอไปถึงถ้ำเอลโรล่า คนขายเสนอขายหนังสือราคา 15 ดอลลาร์ เราคิดว่าคงไม่ซื้อ ก็เดินไปเรื่อย ๆ เขาก็เดินตาม เสนอราคาขายลดลงเรื่อยๆ จาก 15 เป็น  12  เป็น 10 และสุดท้ายก็ถามเราว่า  your price (ประมาณว่า คุณให้เท่าไหร่หล่ะ)เราก็พูดไปเพื่อตัดรำคาญให้เขาเดินหนีว่า  2 ดอลลาร์ เขาก็บอกว่า  3 ดอลลาร์ เราก็ไม่สนใจ สุดท้ายเขาขายเรา 2 ดอลลาร์หนังสือเล่มนี้ปกสี่สีพิมพ์กระดาษอาบมันอย่างดี

พอวันต่อมา มีชายมาเสนอขายหนังสือเล่มที่เราซื้อไปแล้ว (จำไม่ได้ว่าคนขายคนเดิมหรือไม่ เดาว่าเขาคงรู้ว่าสองคนนี้เคยซื้อไปแล้วคนหนึ่ง) พอมาเสนอมาขายเพื่อนที่เดินทางมาด้วย เขาเสนอขาย 50 บาท!!! เพื่อนก็ซื้อและให้เงินไปหกสิบเขาไม่ทอนแต่ให้ โปสการ์ดมาอีก 1 เล่ม ทำเอาเรางงเลยว่า ตกลงหนังสือนี้ราคาต้นทุนเท่าใดกันแน่ หรือไม่มีต้นทุนเลย!!! และเมื่อเงินทอนยังไม่ทอน เขาก็จะพยายามหาวิธีให้เราซื้อให้หมด

อย่างไรก็ตาม เราตัดสินใจถูกที่ซื้อหนังสือ เพราะช่วยให้เราเข้าใจและนึกสภาพถ้ำในอดีตออก  เพราะปัจจุบันสภาพถ้ำทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ภาพถ่ายยังพอคาดคะเนความสวยงามได้ และยังรู้จะรู้ว่าแต่ละถ้ำสำคัญอย่างไร

 

 ค่าเข้าชมสถานที่ต่าง ๆสำหรับคนไทยคือราคาเดียวกับคนอินเดีย ดีจัง!

การไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นถ้้-อชันตา ถ้ำเอลโรล่า Cave และอื่น ๆ เขาจะคิดราคาคนอินเดียต่างกับคนต่างชาติ เช่นที่ถ้ำอชันตา และถ้ำเอลโรล่า คนต่างชาติเสียคนละ 500รูปี แต่คนอินเดียเสีย 30รูปี แต่เมื่อเรายื่นพาสปอร์ต และบอกว่าThailand  เขาจะยิ้มให้(ทุกคน) และก็เก็บเราในราคาเท่าคนอินเดีย มาค้นหาดูว่าทำไมเราได้สิทธิพิเศษ ก็ปรากฎว่า เราเป็นประเทศในกลุ่มความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอ่าวเบงกอล ประกอบด้วยบังคลาเทศ อินภูฏาณ อินเดีย เนปาล เมียนม่าร์ ศรีลังกา และไทย- BIMSTEC-Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Coorporation

 

สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก และอาหารมังสวิรัติอร่อย

     ถ้ำอชันตา เป็นถ้ำของชาวพุทธ ในขณะที่ถ้ำเอลโรล่า เป็นถ้ำที่แบ่งเป็น 3 ศาสนาคือของพุทธ ฮินดูและเจน  สำหรับถ้ำอชันตานั้นถ้ำหมายเลข 26 สวยมาก หากสวดมนต์เสียงจะดังกระหึ่ม และยังเดินจงกรมได้รอบ  ในขณะที่ถ้ำเอลโรล่า สร้างหลังอชันตา และว่ากันว่าเป็นช่างที่สร้างถ้ำอชันตามาก่อน สถาปัตยกรรมภายในสวยงามมาก โดยเฉพาะถ้ำที่ 5 และ 10  และผู้ดูแลสถานที่ทั้งสองถ้ำจะกระตือรือร้นเมื่อรู้ว่าเราเป็นคนไทย คือจะพาเราไปดูโน่น นี่นั่น และคนไทยก็มักจะให้เงินหรือสิ่งของตอบแทน สิ่งหนึ่งที่เขาชอบคือยาหม่องตาลิงถือลูกท้อ 

สิ่งที่ควรติดตัวไปเที่ยวถ้ำคือ ไฟฉาย เพื่อส่องดูภาพต่าง ๆภายในถ้ำ

 

ถ้ำอชันตาหมายเลข 26

ถ้ำเอลโรล่าหมายเลข 5 เป็นห้องโถงสำหรับฉันอาหาร

ถ้ำเอลโรล่าหมายเลข 10  มีสองชั้นมีระเบียงด้านหน้าอาคารเป็นรูปทรงเกือกม้า เสียงพูดสนทนาในตัวอาคารจะดังกังวาลกระหึ่ม ทำให้รับรู้ได้ว่าเสียงสวดมนต์ในอดีตคงขล้งน่าดู

 

ที่มุมไบทางตอนใต้  เราพักที่โรงแรม Elphinstone โรงแรมนี้บริการดีมากใกล้ตลาดสด ('crawford market'ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งและปลีก มีผลไม้ ของอบแห้งของหลากหลายสำหรับคนชอบเดินตลาด) พนักงานช่วยเหลือและต้อนรับอย่างอบอุ่น  แม้ทางขึ้นโรงแรมดูเหมือนไม่ค่อยดีนัก แต่ชาวอินเดียที่พักอาศัยระหว่างทางขึ้นไปโรงแรมยิ้มแย้ม จากโรงแรมนี้เราเรียกรถไปสถานีรถไฟ ไปสถานที่สำคัญ ๆ ได้ง่าย  ข้างล่างโรงแรมยังมีร้านอาหารสั่งทานได้ มีทั้งมังสวิรัติและมิใช่มังสวิรัติ บางร้านระบุมังสวิรัติอย่างเดียว(pure veg.) และราคาไม่แพงเลย 

  ที่โรงแรม Elphinstone ยังมีชาให้ดื่มในช่วงเย็นและหอมกลิ่นเครื่องเทศ ถือเป็นโรงแรมที่คนทำงานโรงแรมในมุมไบยังส่งคนไปเรียนรู้การทำงานของโรงแรมนี้ ช่วงที่เราcheck out ออกจากโรงแรมเพื่อไปพักอีกโรงแรมใกล้สนามบิน โรงแรมใหม่ถึงกับเกิดความสงสัยว่าเหตุใดเราย้ายโรงแรม ซึ่งก็ต้องอธิบายอยู่พอสมควรว่าเราอยากอยู่ใกล้สนามบินเวลาเดินทางกลับ และอยากเที่ยวในละแวกนี้ (เช่นที่ JUHU Beach   มีอาหารขายริมชายหาดอร่อยมาก) และในมุมไบด้านตะวันออก และตะวันตก มีรถไฟฟ้าสะดวกสำหรับเดินทาง สามารถไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าในเมือง

 

การเดินทางท่องเที่ยวในเมืองมุมไบ จะหาร้านอาหารมังสวิรัติทานง่าย และอาหารรสชาดดี อร่อย หากเราชอบกลิ่นเครื่องเทศ  อาหาร 1 จานในร้านอาหารประมาณ 80-100 รูปี แต่ในร้านเล็ก ๆ ราคาถูก 30-40 รูปี แล้วแต่อาหารที่สั่ง ที่น่าลองคือ ชาอินเดีย แม้แต่ชาข้างทางก็ดื่มได้ทุกร้าน ราคาไม่แพง มีร้านหนึ่งที่เราเดินผ่าน และยืนดู เขายื่นชาให้ และบอก welcome you! ชาเขาอร่อยมาก เหมือนกับใส่เครื่องเทศหอม ๆ ด้วย

 

ใครที่ไปเที่ยว Daulatabad Fort ซึ่งเป็นเส้นทางระหว่างสถานีรถไฟAruangabad ไปเอลโรล่าและถ้ำอชันตา ที่หน้า Daulatabad Fort  อาหารอร่อย เราได้รู้จัก Jeera rice ที่นี่ เป็นข้าวผัดแต่ใส่ผักและเครื่องเทศ หอมกรุ่น

ที่ Kailas Hotel เป็นที่พักอีกแห่งหนึ่งที่น่าแนะนำ เพราะสามารถเดินไปชมถ้ำ Ellora ได้ ที่บรรยากาศดี และเจ้าของอัธยาศัยดี  เราสามารถให้เขาช่วยหารถไปถ้ำอชันตา หรือจองตั๋วรถบัสนอน (sleeper bus) จากAurnagbad มาMumbai ได้ เรียกว่าขอความช่วยเหลือได้ทุกเรื่อง และสามารถแลกเงินดอลลาร์เป็นรูปีได้ที่นี่ด้วย  ที่โรงแรมยังเปิดร้านอาหารให้บริการ แต่ราคาแพงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับร้านข้างนอก หากเราเบื่ออาหารที่โรงแรม ก็ลองเดินไปข้างนอกจะมีร้านของชาวบ้านขายข้างทาง อร่อยไม่แพ้กันเลย และราคาถูกมาก

บประชาสัมพันธ์การเดินทางมาโรงแรม Kailas ร้านอาหารโรงแรมเปิด 7.00  เช้า

 

 

 

 ที่ Kailas Hotel มองเห็น Ellora Cave และเดินจากที่พักไปเที่ยวได้สะดวก

 

 การเดินทางไปอินเดียในครั้งนี้ ข่วยให้เข้าใจคนอินเดียในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม สำหรับเราอินเดียมีเสน่ห์ที่ชวนให้ไปเรียนรู้ได้อีก เพราะนอกจากการต้อนรับของผู้คนที่ยิ้มแย้ม อาหารการกินที่สะดวกสบายแล้ว รู้สึกว่ามีหลายอย่างที่ไม่แตกต่่างจากวัฒนธรรมไทย ที่ชอบคือทานมังสวิรัติกันดาษดื่น ทำให้เราไม่อดอยากในการเดินทางเลย 555

แม้คนไทยที่ไปอินเดียจะบอกว่าคนอินเดียไว้ใจไม่ได้ หลอกลวง ไม่ซื่อตรงนั้น ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเกิดจากที่เราไม่เปิดใจเรียนรู้เขา และไม่สามารถสื่อสารให้ชัดเจนในสิ่งที่เราต้องการ รวมทั้งคนไทยมักนำมาตรฐานการค้าในบ้านเราไปตกลงกับเขา (เช่นเรื่องรถเหมา ที่เขาไม่ใช้แอร์ แต่เราคุ้นเคยกับรถมีแอร์)