ความแตกต่างระหว่างคนไทย กับคนอิตาลี       

 

          นั่งรถไฟจาก Florence (Firenza)  พบครูสอนเด็กเล็ก   เรานั่งคุยกัน เธอให้ช่วยบอกว่า ที่อิตาลีมีอะไรบ้างที่แตกต่างจากประเทศไทย (ว่าไปแล้วน่ารวมถึง lisbon ประเทศโปรตุเกส และbarcelona เสปน   ด้วย) ให้ช่วยตอบมาสัก  3 ข้อ เราตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดเลย

          1 การสูบบุหรี่ ผู้คนในอิตาลี สูบบุหรี่กันมากมายบนท้องถนน ไม่ว่าหญิงหรือชาย แม้มือลากกระเป๋ายังคีบบุหรี่เลย !!! ในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเท เช่นอาคารที่พัก หรือบนรถไฟ คนงดสูบ แต่กระนั้นก็เถอะ บริเวณสถานีรถไฟที่ห้ามสูบ ยังปรากฏให้เห็นเป็นปกติ  และผู้หญิงก็สูบบุหรี่มากไม่แตกต่างจากชาย

          2. การยืนทาน  ไม่ว่าจะในร้านกาแฟ หรือร้านอาหารประเภทจานด่วน จะมีโต๊ะสำหรับยืนทานกันเป็นเรื่องเป็นราว แม้ยืนดื่มกาแฟก่อนไปทำงาน และยืนกันหน้าโต๊ะที่สั่งกาแฟเลย

          3. อาหาร ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะมีแต่ เนย นม ขนมปัง แยม  ของไทยเป็นข้าว ปลา หรืออาหารจานด่วนก็ยังเป็นข้าวแกง   สตรีคนนั้นถามว่า แล้วสุขภาพเป็นอย่างไร  เราก็ตอบไปว่า อาหารที่เราทานในประเทศไทยเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ต่อระบบขับถ่าย เพราะเป็นผัก ปลา ... บลา บลา บลา...ก็ตอบไป  (คำถามตรงนี้ทำให้เราได้ฉุกคิดเหมือนกัน เพราะตลอดเวลาที่ทานอาหารที่นี่ เราก็ขับถ่ายเป็นปกติ แต่หากเราทานเช่นนี้ในไทย เราจะมีปัญหาระบบขับถ่ายทันที  แสดงว่า การทานอาหารแต่ละที่จึงเหมาะกับภูมิอาการแต่ละแห่ง หากเราไม่ปรับตัวตามสภาพ เราก็คงจะมีปัญหาสุขภาพเป็นแน่)

 

วิถีชีวิตและการปฏิบัติต่อกัน 

          การนั่งรถบัสเที่ยวเล่นในเมืองใหญ่ และการนั่งเรือเมล์ในเวนิส  ทำให้ได้เห็นการจัดระบบระเบียบของคนในสังคม เราพบว่า ในรถสาธารณะเหล่านี้ จะมีพื้นที่เว้นไว้สำหรับสตรีมีครรภ์ คนชรา คนพิการ เด็กอ่อนพร้อมรถเข็น และใครจะไปล่วงละเมิดสิทธิอันพึ่งมีของเขาเหล่านั้นมิได้ และจะพบได้บ่อยครั้งที่ คนสูงอายุ เดินไปทวงสิทธิกับคนหนุ่มสาว พร้อมชี้ไปที่สัญลักษณ์บนเก้าอี้นั่งว่าเป็นสิทธิของฉัน ซึ่งทุกคนก็ลุกให้ หรือส่วนใหญ่ก็จะไม่ไปนั่งที่เหล่านั้น  แม้กระทั่งรถเข็นเด็กทารกขึ้นรถบัส ยังมีเว้นพื้นที่ไว้ พร้อมที่ lock เพื่อความปลอดภัยให้ด้วย    

          ที่ประทับใจมากคือ ภาพที่คนขับรถเมล์ประจำทางกุลีกุจอลงจากพวงมาลัยรถ มาเปิดทางลาดที่พับไว้ตรงประตูทางขึ้นรถบัสเพื่อให้ทางขึ้นเป็นทางลาดเอน หญิงพิการก็เลื่อนรถเข็นขึ้นรถบัส โดยมีนายตรวจคอยบริการรออยู่ที่ป้ายรถประจำทาง และขึ้นไปบริการเธอบนรถด้วย และเมื่อขึ้นมาในรถ ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ของคนพิการ ก็รีบหลีกทางให้เธอเข้าประจำที่ที่รถบัสจัดไว้ให้(ทุกคัน)  คนพิการในยุโรปจึงได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่น คือมีที่ว่างเว้นไว้ให้ และเป็นที่รู้กันว่าเป็นของกลุ่มคนเหล่านั้น ทุกคนจะล่วงล้ำสิทธิมิได้หากเขาเหล่านั้นแสดงตน

          มีครั้งหนึ่ง เด็กสาวนักท่องเที่ยวชาวสวิส 3 คน ไปนั่งเก้าอี้นี้สองคน และไม่ลุก สตรีสูงวัยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต่างพูดกันบนรถเมล์ และมองมาที่เด็กสาว 2 คน พร้อมกับส่งภาษาอิตาลี (ฟังไม่เข้าใจ) พอจับใจความได้ว่า เป็นที่ของคนสูงอายุ และควรลุก พร้อมชี้มาที่เพื่อนผู้ร่วมเดินทางของเรา  เด็กสาวก็ยังไม่เข้าใจ และงง ๆ สักพัก คงจะเข้าใจก็ลุก สตรีเหล่านั้นก็บอกให้เพื่อนผู้ร่วมเดินทางของเราไปนั่ง คะยั้นคะยอให้นั่ง และเพื่อนของเราก็นั่งเธอก็ยิ้ม

          อีกหลายครั้งที่เรานั่งอยู่ก่อน หรือมีที่นั่งของคนทุกคนว่างอยู่  เราจะบอกให้สตรีสูงอายุนั่ง แต่ทุกคนที่เราเชิญให้นั่ง เธอกล่าวตอบ แบบเดาได้ว่า ขอบคุณ พร้อมปฏิเสธ และทำท่าให้เรานั่ง และเธอก็ยืนต่อไปไม่ยอมนั่ง (สงสัยหน้าตาเราคงแก่กระมัง) สักพักเราต้องนั่ง และเธอก็ยิ้ม !!!     การเคารพสิทธิ และรักษาสิทธิอันพึงมีเป็นสิ่งที่พบในสตรีสูงวัยชาวอิตาลี  อีกอย่างที่น่าทึ่งคือ คนสูงวัยไม่ว่าหญิงหรือชาย จะยืนบนรถเมล์อย่างไม่อิดออดหากไม่มีที่สำหรับของพวกเขาว่าง !!!!

          การรับบริการใด ๆ ทุกคนจะทราบดีว่าต้องให้สิทธิผู้มาก่อน และหากผู้มาก่อนกำลังสาละวนกับอะไรบางอย่าง คนที่อยู่หลังก็จะไปบอกว่าถึงคิวคุณแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งที่คนไทยน่าจะเอาอย่าง 

          เวลาเย็นหลังเลิกงาน จะพบกลุ่มคนทำงานนัดพบกัน นั่งทานน้ำ และของทานเล่น ที่พบจะเป็นไวน์ เบียร์ หรือน้ำประเภทพันซ์ และมีของทานเล่นร่วม เช่นมะกอกดอง มันฝรั่ง หรือถั่วทั้งหลาย นั่งคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน มักเป็นร้านเจ้าประจำที่คนคุ้นเคยกัน เหมือนบ้านเราก็มีร้านกาแฟยามเช้าใกล้บ้านนั่นแหละ

สิ่งที่พบอีกอย่างบนรถเมล์คือการจูงสุนัข การอุ้มสุนัขขึ้นรถเมล์พบบ่อยมาก คาดว่าคนจะเหงา เลยเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อน สตรีรายหนึ่งถึงกับกล่าวว่าเธอไม่รู้จะมีชีวิตอยู่อย่างไรหากขาดสุนัขตัวนี้  และเธอจะพาสุนัขไปทุกหนทุกแห่ง  เมื่อเราจะขอจับและเล่น และถามว่ากัดไหม เธอตอบอย่างประหลาดว่า สุนัขของเธอไม่รู้จักคำว่า กัดเลย และกัดไม่เป็น  

          อย่างหนึ่งที่ต้องทำใจสำหรับการท่องเที่ยวในยุโรป คือการลากกระเป๋า ยกกระเป๋าเอง ไม่ว่าสนามบิน สถานีรถไฟ รถไฟใต้ดิน รถบัส เราจะพบภาพผู้คนลากกระเป๋าเดินสวนไปมาจนเป็นภาพชินตา  และหากจะให้ดี ล้อกระเป๋าหากเป็น 4  ล้อจะสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายดีมาก

 

คนล้วงกระเป๋าที่ Pisa ,Italy

          ก่อนเดินทางไปยุโรป มีคำเตือนว่าให้ระวังพวกล้วงกระเป๋าชอบมา 2-3  คน มาประชิดตัว และหลอกให้เราคุยกับคนหนึ่งเพื่อเบนความสนใจ แต่อีกคนล้วงกระเป๋า ปรากฏว่าเพื่อนที่เดินทางไปด้วยเจอหญิงสามคน คนหนึ่งอุ้มเด็กและทำทีมาชี้ทางไปให้เพื่อไปหอเอน (ที่ปิซา) ปรากฏว่าอีกคนอยู่ด้านหลัง เปิดกระเป๋าและล้วงเอาเงินในกระเป๋า (โชคดีที่หยิบแต่เงิน  และทิ้งกระเป๋าคืนให้)  ซึ่งก็มีคนเตือนบ่อยมากให้สะพายกระเป๋าสตางค์ไว้ด้านหน้า และระวังคนเข้ามาประชิดตัว แต่ก็โดนจนได้

          เพื่อนที่โดนบอกว่า ยังโชคดีที่โดนไม่มาก เพราะเธอทยอยนำเงินออกมา และเงินบางส่วนซ่อนไว้ คนขโมยมองไม่เห็น เธอพูดว่า ช่วงมายุโรปไม่ได้ทำบุญใส่บาตรเลย ถือว่าทำทานไปก็แล้วกัน  จะว่าไปแล้วคนเหล่านี้ก็น่าสงสาร เพราะค่าครองชีพสูงมาก การมีชีวิตอยู่ที่นี่อยู่อย่างลำบาก  การหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพจึงมีหลายวิธี แม้กระทั่งการแต่งตัวจำอวด หรือการร้องเพลง ให้คนเดินผ่านให้สตางค์  เป็นภาพที่พบเห็นได้ตามเมืองใหญ่ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ที่น่าเห็นใจคือคนสูงอายุตามสถานีรถไฟในเมืองใหญ่  เช่นโรม มิลาน ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคนไร้บ้าน เพราะหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้า ตัวมอมแมมเดินไปเดินมา คนเหล่านี้จะไม่ขอเงิน แต่จะนั่ง นอนบริเวณนั้น  ทำให้นึกถึงหัวลำโพง หรือสนามหลวงในบ้านเรา  แต่คนไร้บ้านในอิตาลี มีลักษณะอย่างหนึ่งที่พบคือ จะนั่งอ่านหนังสือ หรือเขียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร