1 เดือนในยุโรปฯ คงไม่ได้เล่า หรือบรรยายสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในยุโรป ด้วยเห็นว่ามีภาพถ่าย หรือข้อมูลที่สามารถหาได้มากมาย   แต่ที่จะเล่าสู่กันฟัง น่าจะเป็นภาพที่ได้จากการสังเกต การสัมผัสและพูดคุยกับผู้คนถึงวิถีชีวิต และการดำรงชีพ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของผู้คนที่นั่น  มาเริ่มกันเลยดีกว่า 

แหล่งพบปะสังสรรค์

แหล่งพบปะสังสรรค์ของคนในยุโรป มักเป็นสวนสาธารณะ ซึ่งกระจายอยู่ทุกที่ตามเมืองใหญ่ หรือบริเวณกึ่งกลางระหว่างถนนสองข้าง  สวนสาธารณะเหล่านี้มีขนาดเล็ก ๆ และโล่ง ต้นไม้น้อย อาจจะเป็นเพราะว่า เป็นเมืองหนาวจึงต้องการแสงแดด ผู้คนจะลงมานั่งตากแดด เป็นครอบครัว และให้เด็ก ๆ วิ่งเล่น หรือไม่ก็คนหนุ่มสาวมานั่งพัก    

ที่สวนสาธารณะมักจะพบคนนั่งเล่น นั่งพูดคุยกัน และมีของเล่นของเด็กให้เล่นแบบบ้านเรา สำหรับคนออกกำลังกายก็จะพบการวิ่ง และมักจะวิ่งในสวนสาธารณะใกล้บ้านพัก เช่นที่ ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน (Milano) อิตาลี  ใกล้สถานีรถไฟ Grecco มี Apartment จำนวนมาก เหมือนแถบดินแดงบ้านเรา และมีคลองเล็ก ๆ ไหลผ่าน และปลายคลองมีบ้านเรือนดูเก่าแก่ตั้งอยู่ ที่สวนสาธารณะแห่งนี้ มีคนวิ่งออกกำลังกายอยู่ สำหรับคนสูงอายุก็เล่นเปตอง ร้านค้าที่ปลายคลองก็มีกลุ่มหนุ่มสาวนั่งจับกลุ่มทานของว่างประเภท น้ำปั่น เบียร์  พื้นที่สาธารณะ จึงเป็นพื้นที่ของการพบปะสังสรรค์ในยามว่างจากงานของคนในยุโรป 

 

ความพร้อมของระบบขนส่งมวลชนในยุโรป 

หากเรามีเวลาท่องเที่ยวในยุโรป และซื้อตั๋ว 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมงเพื่อนั่งรถชมบ้านเมือง เราจะรับรู้ได้เลยว่า ระบบขนส่งมวลชนในยุโรปเชื่อมถึงกัน เพราะระบบตั๋วที่ใช้ สามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถราง รถบัสได้ทั้งวัน จะนั่งกี่เที่ยวก็ได้ ด้วยระบบเช่นนี้ช่วยให้ต้นทุนในการเดินทางลดลง เมื่อเทียบกับบ้านเรา มิหนำซ้ำการเดินทางยังประหยัดเวลา เพราะเราสามารถวางแผนได้เลยว่า จะไปถึงที่ใดเมื่อใด เพราะทุกสถานีจะระบุให้เราทราบทันทีว่าจะถึงเมื่อเวลาใด หรือรถจะมาในเวลาใด และหากเราไม่ทราบว่าสถานีใดอยู่ที่ใด  ในทุกสถานีที่รถราง รถบัส หรือรถไฟใต้ดินอยู่จะมีรายละเอียดว่าเราอยู่ที่ใด จะไปถึงสถานีใดต่อไป พาหนะสายนี้จะสุดทางที่ใด และสถานีใดจะเชื่อมโยงกับรถไฟ รถราง  ฯลฯ โดยเฉพาะรถไฟใต้ดินที่เรียกว่าเมโทร (Metro)  จะบอกว่าแต่ละสถานีมีสถานที่สำคัญอะไรบ้าง และสถานีนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการหรือไม่  ระบบข้อมูลที่รองรับผู้ใช้บริการ ทำให้ประชาชนมีความสะดวกสบาย และเรียนรู้ได้จากการอ่าน  วัฒนธรรมการเรียนรู้โดยการอ่านจึงปลูกฝังผ่านสิ่งเหล่านี้ไปในตัว ตัวอย่างภาพข้างล่าง ณ สถานีหนึ่งจะระบุว่า รถไฟใต้ดินที่จะไป Cais Do Sodre จะมาภายใน 1.40 นาที

21193_497415453647121_446785458_n
 

 

 

940870_497414576980542_1630242952_n
ภาพการเชื่อมต่อรถไฟใต้ดิน(Metro) ระหว่างสายต่าง ๆ ในลิสบอน โปรตุเกส

 

ตลาดสดในยุโรปกำลังหายไป

การเปิดให้เอกชนที่มีทุนขนาดใหญ่ทำการค้าแทนธุรกิจรายเล็กของประชาชน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไป  เราพบห้างค้าปลีกขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ในเมือง ทั้งในอิตาลี เสปน  และโปรตุเกส 

จากการสำรวจพบว่าในโปรตุเกสยังมีตลาดกระจายอยู่ตามพื้นที่อยู่อาศัยเป็นหย่อม ๆ  ในขณะที่ตลาดค้าส่งในโปรตุเกสอยู่นอกเมืองลิสบอน ซึ่งก็เช่นเดียวกับบ้านเรา (แบบตลาดไท ตลาดสี่มุมเมืองประมาณนั้น)  เกษตรกรนำสินค้าไปจำหน่ายที่นั่น และตลาดค้าปลีกก็มีรถขนสินค้าเหล่านี้มาส่งให้พ่อค้าปลีกในตลาดเหล่านี้

ตลาดสดเหล่านี้กำลังซบเซาลง บางตลาดแทบจะเรียกว่าปิดตัวลง  แม้ตลาดที่เก่าแก่ที่สุดของลิสบอนใกล้สถานีรถไฟ Cais do Sodre ยังซบเซา  ตลาดแห่งหนึ่ง บน Church Avenue ชื่อ Mercado De Alvaladi Norte เป็นตลาดค้าปลีกที่มีชื่อเสียงที่สุดในลิสบอนขณะนี้ เพราะมีร้านค้าอาหารสด (ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์) และของแห้ง (เสื้อผ้า ของใช้) มีการจัดโซนขายสินค้า และตลาดสะอาด คนในละแวกไปใช้บริการ (หากเทียบกับบ้านเราก็ขนาดเล็กกว่าตลาดสดบ้านเราหลายเท่า) ผู้ขายในตลาดเล่าว่า ใน 5-10 ปีมานี้เศรษฐกิจตกต่ำ คนไม่มาจับจ่ายใช้สอย และย้ายออกไปหางานทำในต่างประเทศกันมาก

 

 

947029_497409293647737_418831346_n

ภาพภายในตลาด Mercado De Alvaladi Norte 

 

ภูมิใจที่จะบอกว่า เรามาจากประเทศไทย  

มายุโรป รู้สึกภูมิใจที่จะบอกว่าเรามาจากประเทศไทย เพราะทุกครั้งที่ตอบไปเช่นนี้ คนที่เคยไปเมืองไทยจะบอกว่า     I like Thailand , I loved Thai foods!!!..Thai people are nice ....  สำหรับคนที่ไม่เคยไป ก็จะบอกว่าอยากไป เพื่อนบอกว่าสวย และคนมีน้ำใจดีมาก คนใจดี อาหารไทยอร่อย นี่เป็นสิ่งที่ปลื้มใจแทนคนไทยทั้งประเทศที่ช่วยกันรักษาชื่อเสียงประเทศไทย  ไปคราวนี้เลยเกิดความคิดว่าชวนคนมาเที่ยวประเทศไทยไปด้วยเลย ผลการตอบรับดีมาก เพราะเขาอยากมาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แทบทุกคนที่คุยด้วยทราบเรื่องราวของประเทศไทย อาจเคยไปแล้ว และอยากไปอีก หรือไม่ก็ทราบจากเพื่อน ทำให้อยากไปเที่ยวเมืองไทย  

ที่ภูมิใจมากกว่านั้น คือสาวสวิสรายหนึ่งบอกชอบอาหารไทยมาก และที่สวิตเซอร์แลนด์มีร้านอาหารไทยจำนวนมาก  ชาวสวิสชอบอาหารไทย อาหารที่เขาคิดว่าอร่อยที่สุดในโลกคืออาหารไทย ทำเอาเราภูมิใจแทน 

อย่างไรก็ดี ได้พบคนไทยเปิดร้านไทยในสวิตเซอร์แลนด์มาหลายสิบปี พวกเขาเล่าว่าข้าวที่ขายในร้านอาหารไทยมิใช่ข้าวไทย แต่เป็นของเวียดนาม เพราะข้าวไทยไม่ได้มาตรฐาน มักปลอมปน  คนจึงหันไปซื้อข้าวเวียดนามมาหุงแทน!!!   เกิดอะไรขึ้นคงต้องไปช่วยกันหาคำตอบกันเอง

 

สุนัขคือเพื่อน 

การพาสุนัขไปเดินบนที่สาธารณะ หรือขึ้นรถขนส่งมวลชน รวมถึงเครื่องบิน เป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป คนยุโรปมองว่าสุนัขคือเพื่อน สาวงามคนหนึ่งกำลังจะพาสุนัขขึ้นเครื่องบินโดยมีกระเป๋าสำหรับเก็บสุนัขติดตัวไปด้วย  เธอบอกว่า สุนัขของเธอไม่รู้จักคำว่ากัดเลย และเธอก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่อย่างไรหากไม่มีสุนัขตัวนี้  การยอมรับให้สุนัขอยู่ในพื้นที่เดียวกับคนยุโรปเป็นสิ่งปกติที่ยอมรับกัน ซึ่งยังแตกต่างจากประเทศไทย เราคงไม่มีสุนัขขึ้นรถเมล์  มองอีกด้านหนึ่ง การเลี้ยงสุนัขของคนยุโรปบ่งบอกถึงความเหงาได้เหมือนกัน 

 

เศรษฐกิจประชาชน 

 ช่วงแรกของการเดินทาง ก็คงวนเวียนอยู่กับการถ่ายภาพความสวยความงามของบ้านเรือนและโบสถ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะไม่พลาดการไปชม  ซึ่งทำไปได้สักระยะหนึ่ง เริ่มถามตนเองว่า  แล้วคนที่ล้อมรอบสิ่งเหล่านี้ล่ะเป็นอย่างไร  ก็เริ่มมองใหม่

หากมองภายนอกจะเห็นบ้านเมืองของชาวโปรตุเกสสวยงาม จะเปรียบไปก็เหมือนการตกแต่งเสื้อผ้าอาภรณ์ที่บ่งบอกรสนิยมของคนชอบศิลปะ ความสวยความงาม  แต่ที่จะบอกเล่าคือชีวิตเบื้องหลังความสวยความงามเหล่านี้ หรือจะพูดให้ตรงก็คือ การดำรงชีพของคนในโปรตุเกสเป็นอย่างไร ...

สาวโปรตุเกสคนหนึ่งเล่าว่า นับแต่การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ราคาอาหารของโปรตุเกสก็สูงขึ้นในขณะที่รายได้ของคนโปรตุเกสไม่ได้เพิ่ม ทุกวันนี้ โปรตุเกสกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลบริหารงานล้มเหลว คนตกงาน ว่างงานจำนวนมากอพยพไปทำงานประเทศต่าง ๆ เพราะไม่มีงานทำ แม้ตนเองมีงานค่อนข้างมั่นคง ยังต้องลดการใช้จ่ายเพื่อประคองฐานะของครอบครัว

ระหว่างการอยู่ในกรุงลิสบอนโปรตุเกสคือ พบการประท้วงของรถแท็กซี่ต่อนโยบายรัฐบาลที่ออกกฎหมายกีดกันรถแท็กซี่ ไม่ให้รับผู้ป่วยไปโรงพยาบาล แต่ให้รถพยาบาลของธุรกิจเอกชนดำเนินการแทน  ซึ่งการทำเช่นนั้นเป็นการส่งเสริมธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ กีดกันธุรกิจของประชาชน(คนขับแท็กซี่) และทำให้ค่าบริการสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นภาระของผู้ใช้บริการ  การประท้วงรัฐบาลมิใช่เกิดขึ้นในกลุ่มรถแท็กซี่เท่านั้น แต่วันแรงงานที่ผ่านมา (1 พฤษภาคม 2556) แรงงานหลายกลุ่มทั่วประเทศมาร่วมเดินขบวนและถือป้ายขับไล่รัฐบาลที่บริหารเศรษฐกิจของประเทศล้มเหลว ประชาชนจำนวนมากตกงาน ว่างงาน และกังวลกับอนาคตที่จะเกิดกับตนเอง  ปัญหาการล้วงกระเป๋าของนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นบ่อยจนมีการเตือนอย่างเป็นทางการจึงเป็นอาการหนึ่งที่เกิด