สวัสดีค่ะพี่วุฒิชัย
ไม่ได้พบกัน 28 ปีแล้ว พี่ไป (24 เมษายน 2530 )โดยไม่ได้บอกกล่าวพวกเราเลยสักคนเดียว(สำนวนเหมือนต่อว่าเนอะ) แถมยังชวนลุงโผน ("ขิงแก่") พี่นิติ และพี่อมรา วัชรพิมลมาศตามไปด้วยในภายหลัง (555) ตอนที่พี่ไปจากพวกเราพี่อายุ 35 ปี และกลุ่มศึกษาฯก็อายุได้เพียง 8 ขวบ ตอนนี้พี่คงอายุ 65 ปีแล้ว ผ่านโลก และถนนอย่างโชคโชน เพราะเป็นวัยผู้สูงอายุที่มีเป็นจำนวนมากในประเทศไทยขณะนี้    และกลุ่มศึกษาฯก็เหมือนวัยกลางคนเพราะอายุ 36 ปีแล้ว
 
20150413_131308
 
พี่ ๆในกลุ่มชวนกันจัดงานรำลึกถึง 36 ปีกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมซึ่งพี่เป็นคนก่อตั้งและริเริ่มกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่มศึกษาฯ  ช่วงทีพี่จากพวกเราไปกลุ่มศึกษาฯ กำลังอยู่ใ่นช่วงขาขึ้น เรียกว่าเป็นที่รู้จักในหมู่คนหนุ่มสาว และผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อเทียน เพราะกลุ่มศึกษาฯ ได้จัดกิจกรรมการปฏิบัติธรรมที่วัดสนามในเป็นประจำ พวกเรายังช่วยกันจัดกิจกรรมธรรมหรรษาสู่วัดป่าสุคะโต และจัดธรรมหรรษาสู่สวนโมกข์ด้วย  เรียกว่าศึกษาธรรม (สายท่านอาจารย์พุทธทาส) และปฏิบัติธรรม (แนวทางการเจริญสติของหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ) ไปพร้อมๆ กัน และเป็นที่มาของชื่อกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม ตามที่พี่เคยบอกกับ สุ ไว้
 
ภาพข้างล่างนี้คือภาพสมัยพวกเราไปวัดสนามใน ภาพถัดไปคือกิจกรรมธรรมหรรษาสู่วัดป่าสุคะโต ซึ่งมีครั้งหนึ่งที่กลุ่มศึกษาฯได้แวะที่วัดหนองแกของหลวงพ่อบุญธรรมด้วย เห็นพี่วุฒิชัยไหมล่ะ นอนตะแคงขวาอยู่ในภาพล่างนั่นไง
 
20150412_105056
ภาพถ่ายที่วัดสนามในปีพ.ศ. 2526
 
 
20150412_104945 (1)
กิจกรรมธรรมหรรษาสู่วัดป่าสุคะโต และได้ไปกราบหลวงพ่อบุญธรรม ที่วัดหนองแก อำเภอแก้งคร้อ
 
 
การจัดกิจกรรมรำลึกถึง 36 ปีของกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม มีการประชุมกันหลายครั้งโดยมีพี่ตี๊กเป็นโต้โผ และจะจัดงาน 2 วันคือวันที่ 21-22 มิถุนายน 2558 ที่วัดสนามใน พระดุษฎีเป็นประธานจัดงาน มีที่ปรึกษาและรองประธานจัดงานคือลุงสัมผัส แบ่งฝ่ายกันหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายประสานการจัดงาน ฝ่ายหนังสือ/เขียนบทความ ฝ่ายนิทรรศการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายอาหาร ฯลฯ ช่วยกันอย่างแข็งขัน ในงานจะมีการเสวนาธรรมโดยคนที่เกียวข้องกับกลุ่มศึกษาฯในอดีต มีนิทรรศการกลุ่มศึกษา ฯ ซึ่งจะะเล่าความเป็นของกลุ่มศึกษาฯ และมีพิธีรำลึกถึงพี่และญาติธรรมที่พี่่ชวนไปทุกคนด้วย พี่อย่าลืมชวนกันมารอรับการรำลึกถึงด้วยนะ งานนี้มีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเสวนา เป็นคนที่คุ้นเคยกับกลุ่มศึกษาฯ ทั้งนั้น งานนี้น่าจะมีคนใหม่ๆ เข้าร่วมกิจกรรมและเป็นอาสาสมัครช่วยงานกลุ่มศึกษาฯในโอกาสต่อไป
 
ในช่วงที่พี่เป็นประธานกลุ่มศึกษาฯ พวกเราก็ยังเป็นหนุ่มสาว กำลังแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต บรรยากาศการปฏิบัติธรรมเข้มข้นมาก พวกเราได้มีโอกาสใกล้ชิดกับหลวงพ่อเทียน และหลวงพ่อคำเขียน ท่านจะมาสอบอารมณ์พวกเราตามกุฏิทุกวัน และยังมีคนคอยส่งอาหารให้ทุกเช้า และเอกสารกลุ่มศึกษาฯก็จะเผยแผ่ประสบการณ์การปฏิบัติธรรมของคนที่เข้าร่วม เอกสารเหลานี้นับว่ามีค่ามาก เพราะได้ทำให้ใครหลายคนได้รูู้จักการจริญสติแบบเคลื่อนไหวของสายหลวงพ่อเทียน ซึ่งรวมถึง พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล และศ.นพ.ประเวศ วะสี 
 
 
20141220_151019
 
 
 
20141220_151101
 
 
กิจกรรมกลุ่มศึกษาฯยังสร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครหลายคนให้อยากเข้าร่วมเก็บอารมณ์  ในสมัยนั้น สายหลวงพ่อเทียนยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่จากการพิมพ์หนังสือของกลุ่มศึกษาฯ หลาย ๆ เล่ม นับแต่เล่มสว่างที่กลางใจ และอื่น ๆ ในเวลาต่อมา สายหลวงพ่อเทียนก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อหลวงพ่อเทียนถึงแก่มรณภาพ พวกเราก็ไม่สามารถเผยแผ่คำสอนหลวงพ่อเทียนได้ กลุ่มศึกษาฯ จัึงนำคำสอนของหลวงพ่อคำเขียนจัดทำเป็นหนังสือหลายเล่ม เช่น ผู้ดูผู้เป็น ตามรอยหลวงพ่อเทียนเล่ม 1-2 บางเล่มหลวงพ่อก็เมตตาถอดเทปและส่งให้กลุ่มฯนำไปพิมพ์ เช่น ตาวิเศษ เป็นต้น ซึ่งพระอาจารย์ศาล วิสาโลก็ได้เมตตาตรวจทานต้นฉบับตลอดมาก่อนพิมพ์

 
20150413_131230
 
 
20150413_131205
 
ณ เวลานี้ กลุ่มศึกษาฯดูเหมือนจะได้ส่งมอบต่อการเผยแพร่ธรรมให้กับหลาย ๆ กลุ่มที่สนใจคำสอนของสายหลวงพ่อเทียน และคำสอนหลวงพ่อคำเขียน เพราะกลุ่มศึกษาฯ และพวกเราที่เป็นคนทำงานกลุ่มศึกษาฯ ก็อายุมากพอแล้ว คำสอนหลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียนก็เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีหนังสือ และสื่อต่าง ๆออกมากมายหลากหลายรูปแบบ น่าหยิบ น่าอ่าน  และหลังจากหลวงพ่อคำเขียนมรณภาพ  พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มีบทบาทและสำคัญในการเผยแผ่คำสอนของหลวงพ่อคำเขียน และประยุกต์การปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงสังคมในวงกว้าง เช่น จัดอบรมการเผชิญความตายอย่างสงบ  ซึ่งให้สติ และข้อคิดในการดำเนินชีวิตในยุคสมัยใหม่ และเหมาะกับหนุ่มสาวรุ่นใหม่ 
 
พูดถึงสังคมยุคใหม่ในปัจจุบัน อยากเล่าให้พี่วุฒิชัยฟังว่า ถ้าพี่วุฒิชัยอยุู่ถึงในช่วงเวลานี้ ก็คงงุนงงสับสนกับพฤติกรรมของคนยุคนี้ เพราะหลายคนล่นไลน์จนตาลาย บางคนก็ติดเฟซบุ๊กจนลุกไม่ขึ้น เราจะพบเห็นการโพสต์ ข้อความมาเสมอ ๆ  ทุกวันนี้เวลาเดินไปบนท้องถนนจะเห็นคนก้มหน้าก้มตาดูมือถือไปเดินไป หรือนั่งในรถก็ก้มดูมือถือ เล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯ  หรือบางคนก็นั่งโพสท่าถ่ายรูปตนเอง และก็แบ่งปัน (share)ตลอดเวลา   และกลุ่มศึกษาฯก็มีไลน์กลุ่มกับเขาด้วย เรียกว่าพบกันในไลน์กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมกันแล้ว (555) 
 
ในยุคที่สื่อสมัยใหม่เข้าถึงได้ง่าย สะดวก ได้ช่วยให้เรารับรู้อะไรได้รวดเร็ว แต่ความรวดเร็วนี้เอง ก็ทำให้เรายิ่งต้องระมัดระวัง และใช้สติอย่างมาก ในประเทศญี่ปุ่นถึงกับพูดถึงชีวิตที่ช้าลง (slow life) เพราะการโพสต์ หรือแชร์อย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูล นอกจากจะเสียเวลาแล้ว อาจกระทบกับคนอื่่นโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ข้อมูลที่แชร์หรือส่งต่อโดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนส่งว่าจริงหรือไม่ แต่ส่งไปแล้ว ผู้คนก็อ่านและเชื่อไปแล้ว แต่มาภายหลังทราบว่าไม่จริง แต่การถกเถียงกันก็เกิดขึ้นแล้ว  การหมกหมุ่นกับการอ่าน การรับและส่งต่อข้อความเหล่านี้ตลอดเวลา อาจเรียกว่าเป็นเสพติดเลยก็ว่าได้  
 
สังคมทุกวันนี้ เราไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล อยากรู้อะไรก็หาง่าย แต่ปัญหาคือ เราจะเชื่อถือข้อมูลนั้นได้จริงหรือไม่ บางทีคนส่งก็ยังไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ แต่เมื่อเพื่อนส่งมาก็ส่งต่อไปเรื่อย ๆ...
ดังนั้น ข้อมูลที่ไม่ทราบที่มา หรือไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือ จึงชวนให้เราหลงไปโดยง่าย การส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ อาจไม่ได้คาดคิดถึงผลของการส่งข้อความ

สังเกตจากข้อความที่ส่งต่อ ๆ กันมาสะท้อนความปรารถนาดีหลากหลายอารมณ์  เช่น ข้อคิด คำคม  ข้อมูลสุขภาพ อาหาร เรื่องแปลก ๆ  เรื่องขำๆ  เรื่องอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิดจากการใช้รถ จากมิจฉาชีพ เรื่องเคล็ดลับต่าง ๆ (การทำอาหาร, การทำชีวิตให้ง่าย ๆ )ฯ แม้บางคลิปที่ส่งมาด้วยความตั้งใจทำดี เช่น คลิปชวนบริจาค ส่วนนี้จะพบว่าแหล่งที่ถูกอ้างถึง จะออกมาบอกว่าทำไปนานแล้ว เลิกไปแล้ว หรือไม่ได้ทำอย่างที่ข้อมูลกล่าวถึงบ้างฯ ทำให้ผู้ถูกอ้างเดือดร้อน เป็นต้น  
 
การส่งต่อ หรือการแชร์ข้อความอย่างรวดเร็ว จึงทำให้เราเผชิญกับความเสี่ยงที่จะลดทอนสติ เสี่ยงในการทำอกุศลกรรมโดยไม่รู้ตัว การทำดี และการทำผิดพลาดจึงเป็นกรรมที่รวดเร็วมาก และสังเกตพบว่า คนเราในปัจจุบันก็จะให้เวลากับสิ่งเหล่านี้มาก  ทำให้หวนนึกถึงการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมของพวกเราในยุคนั้น เพราะช่วยให้พวกเราทำอะไรอย่างระมัดระวังและช้าลง สติจึงคอยท้วงติง คอยตักเตือน เหมือนที่หลวงพ่อคำเขียนว่า "ให้สติเป็นพ่อเป็นแม่"
 
สุ คิดว่า งานรำลึกถึง  36 ปีของกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม คงจะช่วยกระตุ้นเตือนให้เราทบทวนตนเองว่า 36 ปีของกลุ่มศึกษาฯ เราจะฝึกฝนสติให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้เรารับมือกับสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังถาโถม เย้ายวนมาอย่างรวดเร็ว และระมัดระวังที่จะทำอะไรแบบส่งต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้คัดกรองตรวจสอบให้ถ้วนถี่ และกิจกรรมกลุ่มศึกษาฯ จะมีรูปแบบอย่างไรได้อีกบ้างที่จะประคับประคองให้พวกเราไม่ลืมการบ่มเพาะสติเพื่อเป็นเกราะป้องกันโลกในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet