ผู้เขียนไม่คาดคิดเลยว่า แม่(บุญธรรม) ซึ่งเราเรียกว่า "ม้าซรือ" ที่ดูแลสุขภาพ สนใจอาหารเป็นยา มีความรู้เรื่องยาจีน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตลอดมา จะเป็นโรคไต(วาย) และเมื่อต้องหาวิธีการรักษา ผุู้เขียนมักนิยมอ่านประสบการณ์ตรงของคนเมื่่อบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ มากกว่าจะฟังจากการรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ ดังนั้นเมื่อคนใกล้ตัวป่วย ทำให้ต้องคอยค้นหาข้อมูลการดูแลรักษาตนเอง นอกเหนือจากคำแนะนำของหมอ ซึ่งเป็นคำแนะนำชุดเดียวกันเป็นส่วนใหญ่  และเมื่อเห็นประโยชน์ของการสื่อสารแลกเปลี่ยนกับผู้ป่วยด้วยกันเอง จึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวนี้ลงบล็อกของตนเอง เพื่อสะท้อนประสบการณ์ตรงในการดูแลรักษาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา 
 
เหตุแห่งความเจ็บป่วย เมื่อมาทบทวนดู เราจึงได้ข้อคิดว่า เมื่อใดที่สติยังไม่แก่กล้า เราย่อมตกอยู่ในความประมาท (นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่กล่าวว่า "จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" "ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ") และแล้วโรคไตวายคืบคลานเข้ามา ( "มันถูกจัดสรรไว้แล้ว")  อาการโรคไตวายระยะสุดท้ายของม้าซรือ  ทำให้เราได้เรียนรู้ความเป็นไปของชีวิตอีกแง่มุมหนึ่ง และเตือนตนเองให้ระมัดระวังด้วยเช่นกัน
 
 
พฤติกรรมและอาการก่อนทราบว่าเป็นโรคไตวาย
 
ก่อนจะทราบว่าเป็นไตวาย ม้าซรือจะทานยาความดันเป็นประจำ และทานมากว่า  30 ปี ช่วงอายุ 55 ปี ม้าซรือเล่าว่าฉี่เป็นฟอง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนแต่แรก แม้หมอเคยบอกว่าเป็นโรคไตระยะแรก ๆ ประกอบกับเป็นโรคเกาต์ด้วย ม้าซรือก็คุมอาหารได้ดี ทานจืด แต่กลับคุมความดันด้วยยา สำหรับยาเกาต์ (มีผลต่อไตมาก)จะทานเมื่อเกิดอาการ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่ายาจะมีผลขนาดนี้ ม้าซรือสารภาพเองว่า ก่อนหน้านี้สองปี เขายังทานยาบำรุงไตตัวหนึ่งเป็นประจำ(ยาจีน ชื่อว่าโป๊ยะบี่ ) แต่สองปีหลัง ใคร ๆ ก็ทักว่าแข็งแรง (แต่ไม่เคยยอมตรวจร่างกายเลย ) เขาเลยงดยาบำรุงไตตัวนี้ (โป๊ยะบี่) ประกอบกับระยะหลังม้าซรือทานเค็ม และเผ็ดจัด(เราว่าเค็ม แต่ม้าซรือว่าไม่เค็ม  และอาจเป็นได้ว่า เมื่ออายุมากขึ้น ต่อมรับรู้รสจะช้าลง )   
 
ก่อนหน้านี้ ม้าซรือนอนกลางวันเก่ง แต่ก็คิดว่า เป็นเรื่องปกติของคนอายุกว่า 70 ปีแล้ว  แต่เมื่อต้นปี 2558 ผอมลงทันทีทันใด และตัวเหลืองอย่างเห็นได้ชัด จากน้ำหนักกว่า 50 กก. เหลือเพียง 45 กก. กลางคืนนอนไม่หลับลุกขึ้นมานั่ง เพราะหายใจไม่ออก (ทราบภายหลังว่าน้ำท่วมปอด) เราจึงตัดสินใจให้หมอตรวจร่างกาย เช็คเลือด (คราวนี้ยอมให้ตรวจเลือดด้วยดี) ตอนนั้นม้าซรือ ยอมรับแล้วว่า จะเป็นอะไรก็เป็นยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น   และหมอก็แจ้งผลการตรวจว่า  เป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย

20150521_121142
Creatine (วงกลม) มีค่า 5.7 ซึ่งในคนปกติจะค่า 0.5-1.2  แสดงว่าไตวายแล้ว(ระยะที่ 5)       ค่านี้บ่งบอกอาการของไต
 
20150524_135909
 
Hematocrit คือค่าความเข้มข้นของเลือด (วงกลม) ซึ่งมีค่า 22 (คนปกติอยู่ระหว่า่ง 36-47) 
แสดงว่าการสร้างเม็ดเลือดไม่ปกติ (ไตไม่ทำงาน) ตัวจึงซีด
 
20150524_135830
 
Platelet Count  ค่าเกร็ดเลือดซึ่งมีเพียง 136 (ปกติ 150-400) แสดงว่าเลือดน้อย
 
 
เมื่อทราบแล้ว ผู้เขียนก็ทำความเข้าใจว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะดับเหตุอย่างไร ที่แน่ๆ คือทุกข์กายแต่อย่าทุกใจ และประทับใจที่ม้าซรือคอยเตือนเราว่า "อย่ามองว่าเขาเป็นคนป่วย ให้มองว่าเป็นผู้สูงอายุที่เรี่ยวแรงถดถอยไปตามกาลเวลา"   555 ได้ใจเราไปเลย  
 
การไปโรงพยาบาลรัฐ ต้องทำใจกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล  ทำให้ได้เข้าถึงประโยคที่ว่า  คนป่วยกายไม่ป่วยใจ และคนป่วยใจไม่ป่วยกาย  รวมถึงวลีที่ว่า คนดีที่ป่วย และคนป่วยที่ดี   ดีเหมือนกันที่ได้พาม้าซรือไปโรงพยาบาล
 
 
20150609_093951
ภาพเมื่อครั้งพาไปพบแพทย์เพื่อตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไรเมื่อเป็นโรคไตวาย
 
ปรับตัวเพื่อหาทางเลือกในการรักษา
 
 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ข้อมูล "ถาโถม" จนเราสองคนงุนงงว่าจะเลือกการรักษาอย่างไรดี  แต่การเข้าถึงข้อมูลในยุคนี้ เป็นเรื่องง่ายดายมาก เพราะสามารถเข้าถึงได้จากสื่อสมัยใหม่ รวมถึงญาติธรรม ญาติสนิทมิตรสหายต่างมาเยี่ยม มาบอกข้อมูล  และเราก็หาข้อมูลด้วยทางอื่น พยายามอ่านทำความเข้าใจ แต่ข้อมูลทั้งหลายก็จะบอกในทิศทางเดียวกันว่า ขั้นสุดท้ายของการรักษาคือ การฟอกไตทางแขน หรืองช่องทอง หากเลวร้ายก็เจาะที่คอ  ประสบการณ์หนึ่งที่เราพบคือเพื่อนได้แนะนำให้ไปพบหมอที่เก่งโรคไตของ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อนำผลการตรวจร่างกายให้ดู หมอไม่แนะนำทางเลือกอื่น (ไม่ได้แนะนำข้อมูลการควบคุมอาหาร การดูแลตนเอง)นอกจากฟอกไต และบอกว่า เร็วหรือช้าก็ต้องฟอก แต่ฟอกตอนนี้ เดี๋ยวนี้จะดีกว่า !!!  ข้อแนะนำนี้ทำให้เราต้องเดินถอยหลังกลับมา และมาตั้งสติใหม่ว่าจะทำอย่างไร  
 
เราปรึกษากันว่า "จะไม่เลือกการฟอกไต"การฟอกไต ต้องเป็นคำตอบสุดท้ายจริง ๆ  เราน่าจะมีทางในการยืดอายุการรักษาแบบนั้น  เราน่าจะมีทางเลือกอื่นซิ
 
"ล้างพิษตับ" น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เมื่อลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คือ อาจารย์พะเยาว์ จากโรงเรียนผู้นำของพลตรีจำลอง(ลุงจำลอง)แล้ว พบว่า อาจจะเสี่ยงเพราะขณะนี้ ม้าซรือน้ำท่วมปอด ตัวซีด ต้องจัดการเอาน้ำออกก่อน  และให้เลือด หากจัดการจนเข้าโหมดปกติค่อยมาฟื้นฟู แต่หากฟอกไตแล้ว ล้างพิษตับไม่ได้
 
เราต้องหันกล้บมาที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ เอาน้ำออก มิฉะนั้นน้ำท่วมปอดจะหายใจไม่ได้และเสียชีวิต(สภาพม้าซรือในช่วงนั้นคงอ่อนเพลีย เหนื่อย เขาจึงพูดบ่อย ๆ ว่า เขาอายุมากแล้ว จะตายก็ไม่เป็นไร ) เราปรึกษากันและยอมเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้เลือดและเอาน้ำออกจากปอดก่อน
 
หลังจากให้เลือดได้สองวัน และน้ำออกจากปอด ม้าซรือดูแข็งแรง และแสดงให้เห็นว่าเขาปกติดีแล้ว ครานี้เราก็คุยกันเรื่องดูแลอาหาร  และม้าซรือก็เห็นด้วยกับการควบคุมอาหาร (นอกเหนือจากเลิกทานยาความดัน และยารักษาเกาต์)

ข้อมูลที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์คือ คุยกับคนที่เป็นโรคไต ว่าเขาทำอย่างไรกับตนเอง  ทั้งคนเริ่มเป็น คนเป็นมาเป็นสิบปี  บางคนมีญาติเป็นโรคไต และเสียชีวิตแล้ว ก็มาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง  ข้อมูลที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ในเบื้องต้นคือ "อาหาร"  และ "การปฏิบัติตัว"
 
ส่วนการฟอกไตทางแขน หรือล้างไตทางช่องท้อง หรือคนที่ช็อคไม่ได้สติอาจต้องเจาะคอล้างไต (ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก) เป็นขั้นสุดท้ายแล้วของการรักษา ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคนที่เป็น "ขาดการควบคุมอาหาร การปฏิบัติตัว การพักผ่อน และการออกกำลังกาย" สัญญาณที่บ่งบอกว่า ต้องเข้าสู่กระบวนการฟอกไต(ล้างไต)ก็คือเท้าบวม
 
หลังออกจากโรงพยาบาล ม้าซรือก็ให้ความร่วมมือในการดูแลตนเอง ทั้งอาหาร การออกกำลังกาย
อาหารที่คนเป็นโรคไตต้องระวังห้ามทานเด็ดขาดคือ  "ทุเรียน ขนุน กล้วยหอม มะเฟือง" ที่สำคัญอย่าทานเค็ม มัน และรสจัด  เพราะจะทำให้ไม่สบายตัว  หรือทานมากไป เช่นขนมจีนม้าซรือชอบมากวันหนึ่งทานมากไป วันนั้นไม่สบายตัวเลย  กระสับกระส่าย และก็ไม่กล้าทานตามใจอีก
 
ปัจจุบันหมอนัดติดตามอาการสองเดือนครั้ง และสิ่งแรกที่คุณหมอจะดูม้าซรือคือ เท้าบวมหรือไม่
คุณหมอชมม้าซรือว่า "ควบคุมอาหารดี เท้าไม่บวมเลย"
 
มาถึงตอนนี้ผ่านไปเพียง 3 เดือน คงต้องดูต่อไป  ม้าซรือขยันไปออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารจืด ควบคุมอาหาร ไม่ตามใจตนเองอย่างที่เคย ขณะนี้ก็ยังสามารถประคองไปเรื่อย ๆ และคอยตรวจเลือดเป็นระยะ 
 
20150610_060210
หากไม่ได้ไปออกกำลังกายที่สนามจ้นทร์ ก็ทำที่บ้าน  
 
ที่จะบอกเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่ม้าซรือสังเกตตนเอง และฝากคนที่เป็นโรคไตหรือกำลังจะเข้าสู่ภาวะไตวาย ดังนี้
 
1. ครั้งแรก คุณหมอมักให้ยามาทานมากมาย  แต่เราได้ปรึกษากับหมอและขอทานยาที่จำเป็น จึงลดเหลือเพียงทาน ยาบำรุงเลือด (Folic Acidและ Ferrous- ยา ferrous  ที่ได้รับจาก โรงเพยาบาลเป็นเม็ดกลมสีแดงสด ทานแล้วท้องผูก จึงซื้อทานยาบำรุงเลือดตัวอื่นแทน)    ยาขับปัสสาวะ (Furosemide) และยาปรับสภาวะเป็นกรดในไต (Sodamint)    ที่ควรทำคือ ฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดสัปดาห์ละครั้งในช่วงที่เรายังไม่ต้องการล้างไตหรือฟอกๆไต เพราะผู้ป่วยไตวายจะซีด (ไตไม่ผลิตเลือด)  ซึ่งการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดต้องเสียค่าใช้จ่ายเองหากยังไม่เข้าโปรแกรมล้างไตทางช่องท้อง  ปกติการฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือดจะทำเมื่อเราต้องล้างไต หรือฟอกไต แต่หมอที่สนิทกับเราได้แนะนำให้เราฉีดยากระตุ้นเม็ดเลือด โดยยังไม่ต้องล้างไต หรือฟอกไต และพยายามคุมอาหาร ออกกำลังกาย
 
20150722_182204
เม็ดสีแดงยาวรูปวงรี คือยาบำรุงเลือด (ซื้อมาแทนยา Ferrous ที่ม้าซรือทานแล้วท้องผูก
ส่วนเม็ดสีเหลืองคือ Folic Acid   และ CDR คือแคลเซียมละลายในน้ำที่ซื้อทานแทนยา รพ.
 
2. ยาแคลเซียมที่โรงพยาบาลให้(สีขาว) ม้าซรือจะท้องผูก จึงไม่ทาน และม้าซรือจะมีอาการคันตามตัว แต่ระยะหลังเมื่อซื้อแคลเซียมแบบละลายน้ำมาทาน( ทานเพียงวันละครึ่งเม็ด) อาการคันก็หาย  เพราะแคลเซียมที่ทาน ช่วยชดเชยแคลเซียมที่ร่างกายขาดไป สิ่งที่ดีคือ อาการคันหายไป  
3. อาหารที่ทานแล้วรู้สึกว่าโล่ง เบาสบายได้แก่ อาหารที่นึ่ง ต้ม ลวก  (บวบ กระเจี๊ยบ  มะระขี้นก  ไข่ขาว ปลาสดที่ไม่ผ่านการแช่แข็ง) แอ๊ปเปิ้ลเขียว   เครื่องเทศที่ช่วยชูรสอาหารไ่ม่ว่าจะเป็นพริกไทย หอม กระเทียม ขิง  เกลือแทนซีอิ๊ว  นอกนั้นทานได้แต่เล็กน้อย ของทอด มัน เค็มงด  อาหารอื่น ๆ ก็ทานได้ อย่างละน้อย (รายละเอียดค้นหาได้ไม่ยากใน Google)   
4. การฟอกไต (ทางแขน) หรือ การล้างไต (ทางช่องท้อง) ไม่ได้แตกต่างกันในการรักษา แต่ต่างกันที่ผู้ป่วย การล้างไตทางช่องท้องผู้ป่วยช่วยตนเองได้ง่าย ๆ เหมือนทานอาหารแล้วถ่ายออก (คิดเสียว่า ถ่ายอุจจาระสามเวลาหลังอาหาร) ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ทำเองได้  และรัฐบาลก็สนับสนุนฟรี แต่การฟอกไต เป็นทางเลือกของคนที่ยังทำงานอยู่ ไม่ทำเอง ให้ รพ.หรือคลินิกทำให้เพราะใช้เครืื่่องฟอกไต (พึ่งตนเองไม่ได้) จึงมีค่าใช้จ่ายต่อครัั่ง 1,500-2,000 บาท บางคนฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้งหากเป็นหนักก็ฟอกไตทุกวัน ปัจจุบันมีคลินิกเอกชนรับฟอกไตเกิดขึ้นมากมาย กลายเป็นธุรกิจ  เพราะคนไทย 8 ล้านคนเป็นโรคไต ธุรกิจเกี่ยวกับไต จึงเป็นธุรกิจที่มีอนาคต  และแน่นอน ผู้เขียนเชื่อว่า หมอที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการฟอกไต จึงแนะนำให้ฟอกไต มิใช่ล้างไตทางช่องท้อง 555 
5. ปกติผู้ป่วยโรคไตมักจะนอนไม่หลับในเวลากลางคืน แต่นอนกลางวัน  อย่างไรก็ตามไม่ควรนอนเวลา 17.00-19.00 น. ให้พยายามนอนกลางคืน หากนอนกลางวันแล้วกลางคืนจะนอนไม่ค่อยหลับ 
 
 
เรายังนึกถึงล้างพิษตับ แต่รอให้ผ่านไประยะหนึ่งก่อน จนอยู่ตัว  แล้วจะกล้บมาทดลองทางเลือกนี้ 
 
 

Comment

Comment:

Tweet