เมื่อได้เล่าถึงที่มาของการเขียนเรื่องนี้ใน "ตามรอยพระถังซัมจั๋ง(สมณะเสวียนจั้ง1:จุดเริ่มต้น" แล้ว ครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับพระถังซัมจั๋งในมุมมองประวัติศาสตร์ที่ีอยู่จริง

IMG_2296
 
ภาพจำลองสุสานจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้ในพิพิธภัณฑ์ซีอาน

 

หากนึกถึงซีอานแล้ว ดร.อุษากล่าวว่า คนมักจะนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวอย่างสุสานจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีนในยุคนั้นมีความเป็นปึกแผ่น เนื่องจากพระองค์กำหนดการใช้อักษรภาษาจีนที่เป็นเอกภาพเดียวกัน(กำหนดให้อักษรของแคว้นฉินเป็นอักษรหลักในการสื่อสาร) กำหนดหน่วยชั่งตวงวัดเป็นระบบเดียวกัน รวมถึงการเชื่อมต่อกำแพงเมืองจีนของแต่ละแว่นแคว้นให้เป็นแนวเดียวกัน

แต่ในมุมมองของดร.อุษาแล้ว ซีอานมีความสำคัญในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง รวมถึงศาสนา ลัทธิความเชื่ออื่น ๆ ด้วย (คริสต์ อิสลาม โซโรแอสเตอร์หรือลัทธิบูชาไฟฯ) กล่าวได้ว่าพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคนี้ จะเรียกว่าเป็นยุคทองของพุทธศาสนาก็ได้  นอกจากความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาและบรรดาลัทธิความเชื่อต่าง ๆ แล้ว ดนตรี กวีศิลป์ วรรณกรรม ก็เจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกัน 

22

ตลอดเส้นทางบนถนนสายหนึ่งทางทิศใต้ของวัดต้าฉือเอินในเมืองซีอาน ได้จำลองปฏิมากรรมของศิลปิน กวี นักปราชญ์ที่ชี้ให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของดนตรี กวี ศิลป์ วรรณกรรม ศาสนาในยุคราชวงศ์ถัง 

 

  การทำให้พุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ต้องทำให้จักรพรรดิ์จีนยอมรับและส่งเสริมสนับสนุน และพระถังซัมจั๋งหรือสมณะเสวียนจั้งมีบททาทดังกล่าว  การจะข้าใจพุทธศาสนาที่เผยแผ่ในประเทศจีน จึงต้องไปที่วัดต้าฉือเอิน เมืองซีอาน เพื่อเรียนรู้ราวพุทธศาสนาจากภาระกิจของพระถังซัมจั๋งในมุมที่แตกต่างออกไปจากที่เราเข้าใจในนวนิยายไซอิ๋ว  

วัดต้าฉือเอิน (ต้าฉือเอินซื่อ) สร้างในปี ค.ศ.648 ในสมัยพระเจ้าถังไท่จง มีพื้นที่ 342 โหม่ว(2.4 โหม่วเท่ากับ 1 ไร่) หรือประมาณ 142 ไร่เศษ มีห้อง 1897  ห้อง ภิกษุสามเณรสามารถพำนักได้มากกว่า 3000 รูป

23

ปฏิมากรรมจำลองแสดงจักรพรรดิ์ถังเกาจงทรงกำหนดตำแหน่งที่จะสร้างสถูป    

ต้าเยี่ยนถ่า(เจดีย์ห่านป่าใหญ่)  ถ่ายจาก สวนสาธารณะวัดต้าฉือเอิน

 

 

สมณะเสวียนจั้งรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดต้าฉือเอิน ท่านจึงเป็นปฐมเจ้าอาวาสของวัดนี้ และใช้วัดนี้เป็นที่แปลพระคัมภีร์ด้วย ต่อมาก็ใช้วัดนี้หมุนเวียนสลับกับวัดอื่น ๆ ตลอดชีวิตของท่านที่แปลพระคัมภีร์

เรื่องราวการเดินทางกลับนครฉางอันของสมณะเสวียนจั้งได้กล่าวไว้ในหนังสือพระถังซัมจั๋ง:ชีวิตจริงไม่อิงนิยายว่า "ทา่นเดินทางกลับนครฉางอัน ประเทศจีน ในวันที่ 24 เดือน 1 (ปฏิทินจันทรคติ) พ.ศ. 1188 พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พระไตรปิฎก และพระพุทธรูปต่าง ๆ โดยใช้ม้า 20 ตัวบรรทุกกลับ "

 

IMG_2277

ภาพวาดในพิพิธภัณฑ์ซีอาน ที่บ่งบอกการต้อนรับสมณะเสวียนจั้ง

เมื่อเดินทางกล้บนครฉางอานอย่างสมเกียรติ

ในปีค.ศ.652(พ.ศ.1195) ท่านมีดำริสร้างสถูป เนื่องจากท่านได้อัญเชิญพระไตรปิฏกต้นฉบับภาษาสันสกฤต พระสารีริกธาตุ และพุทธรูปต่าง ๆ มากมายกลับมาที่นครฉางอัน(ปัจจุบันคือซีอาน) ท่านจึงได้สร้างสถูปเพื่อเก็บไว้ และมีชื่อสถูปว่า “สถูปห่านป่าใหญ่” หรือที่คนจีนแผ่นดินใหญ่เรียกว่า “ต้าแย่นถ่า”    จากนั้นวัดต้าฉือเอิน จึงมีคำว่า สถูปห่านป่าใหญ่ห้อยท้าย เรียกชื่อเต็มว่า “ต้าฉือเอินซื่อต้าแย่นถ่า

  เดิมที่สถูปนี้ สมณะเสวียนจั้งดำริจะสร้างให้แข็งแรงมั่นคงโดยใช้ศิลา แต่พระเจ้าถังเกาจงเห็นว่า การสร้างต้องใช้ทุนสูงและใช้เวลานาน จึงใช้เป็นอิฐ และสร้างโดยเงินหลวง  และสมณะเสวียนจั้งยังได้ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาในช่วงวางศิลาฤกษ์สถูปนี้ ในระหว่างการก่อสร้างท่านยังได้ปวารณาตัวในการร่วมสร้างสถูปแห่งนี้โดยใช้แรงงานของท่านร่วมสร้างติดต่อกันหลายวัน24

 ปฏิมากรรมจำลองแสดงสมณะเสวียนจั้งเข้าร่วมวางแผนการก่อสร้างสถูป

ณ สวนสาธารณะวัดต้าฉือเอิน

 

25
ด้านหน้าของวัดต้าฉือเอินในปัจจุบัน (29 มิถุนายน2558)และด้านหลังคือสถูปห่านป่าใหญ่ 
 
 
 
การสร้างในระยะแรก ๆ มี 5 ชั้น แต่จักรพรรดินีบูเช็คเทียน (คนจีนแผ่นดินใหญ่เรียกว่า “อู๋เจ๋อเทียน”) มาสร้างต่อเป็น 7 ชั้น แต่ภายหลังทรุดโทรมตามกาลเวลา สมัยราชวงศ์หมิงจึงได้ปรับปรุงโดยการอนุรักษ์โครงสร้างสถาปัตยกรรมตามแบบราชวงศ์ถังในปี ค.ศ.1604  ทำให้สถูปมีความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งการปรับปรุงสถูปที่เราเห็นในเวลาต่อมาจวบจนปัจจุบันจึงสามารถคงสถาปัตยกรรมแบบราชวงศ์ถังไว้ได้
 
 7
 
8
 
ภาพสถูปห่านป่าใหญ่ภายในวัดต้าฉือเอิน (26 มิถุนายน 2558)
 
 
ภายในวัดมีวิหารที่ตั้งองค์สัมฤทธิ์ของสมณะเสวียนจั้ง และวิหารปีกซ้ายและขวาสร้างโดยเลียนแบบสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถังด้วย

6

ภาพวิหารที่ตั้งองค์สัมฤทธิ์และวิหารปีกซ้ายขวา(26 มิถุนายน 2558)

 

ภายในวัดต้าฉือเอิน จะปรากฎป้ายแสดงการคารวะบูรพาจารย์ เจ้าอาวาสของสำนักต้าฉือเอิน และสมณะเสวียนจั้งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของสำนักนี้ 

12

ป้ายแสดงการคารวะบูรพาจารย์ของสำนัก และภาพกลางบนสูดคือป้ายแสดงการคารวะสมณะเสวียนจั้ง

 

  และมีหมู่เจดีย์รายหรือ "ป่าสถูป (Stupa Forest) " ซึ่งเป็นสถานที่เก็บอัฐิของพระเถราจารย์

14

 

ภายในวัดได้แสดงภาพพระอาจารย์ศีลภัทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยนาลันทาในยุคสมัยที่สมณะเสวียนจั้งไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ขณะนั้นท่านอายุกว่า 100 ปี และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโยคาจารย์ซึ่งเป้าหมายที่สมณะเสวียนจั้งต้องการไปศึกษาที่สำนักนี้  

9

ภาพท่านอาจารย์ศีลภัทรกำลังถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับสมณะเสวียนจั้ง ขณะที่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา (ภาพวาดภายในวัดต้าฉือเอิน ถ่ายเมื่อ 26 มิย.2558)

 
ท่านได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติในระหว่างที่พำนักอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา  โดยรายละเอียดได้กล่าวไว้ในหนังสือพระถังซัมจั๋ง:ชีวิตจริงไม่อิงนิยายว่า 
ท่านพักอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เพื่อศึกษาคัมภีร์สันสกฤตต่าง ๆ เป็นเวลา 5 ปี คือตั้งแต่พ.ศ.  1175-1179 และเมื่อท่านเดินทางมาถึงแคว้นมคธ ทางมหาวิทยาลัยได้จัดพระเถระผู้ใหญ่ 4 รูป เดินทางไปรับท่านที่พุทธคยา และเมื่อมาถึงเขตของมหาวิทยาลัย ก็ได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริก มีการเคาะระฆังประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน  และในช่วงที่พักอยู่ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ สามารถใช้สอยสรรพพัสดุ และเครื่องสังฆภัณฑ์อื่น ๆ ร่วมกับหมู่สงฆ์ได้ทั้งสิ้น นอกจากนี้ในแต่ละวันท่านจะได้รับตามปูละ(เป็นส้มชนิดหนึ่ง) 120  ผล หมาก 20 ผล ผลกระวาน 20 ผล การบูร 1 ตำลึก (50 กรัม) ข้าวมหาศาลา 1 ลิตร (ข้าวชนิดนี้เม็ดใหญ่กว่าถั่วดำ) เมื่อหุงสุกมีกลิ่นหอม ไม่มีข้าวชนิดอื่นเหมือน ปลูกได้แต่ในแคว้นมคธแห่งเดียว เป็นข้าวที่ถวานเฉพาะพระราชา และผู้ทรงศีลธรรมเท่านั้น   น้ำมัน 3 ลิตรต่อเดือน  เครื่องบริโภคอื่น ๆเช่นนม เนย มีเพียพอตามความต้องการประจำวัน  สามเณรรับใช้  1 รูป พราหมณ์ 1คน  ท่านไม่ต้องทำงานเหมือนพระภิกษุทั่วไป เวลาเดินทางมีช้างเป็นพาหนะ ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ บุคคลที่ได้รับการปฏิบัติอย่างสูงสุดเช่นนี้มีเพียง 10 ท่าน รวมทั้งสมณะเสวียนจั้งด้วย
 
IMG_1780
ภาพสลักจำลองการต้อนรับสมณะเสวียนจั้งในช่วงที่พำนักอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งจัดแสดงในวัดต้าฉือเอิน
 
 
ภายในวัดต้าฉือเอินปรากฎภาพวาดสมณะเสวียนจั้งในบั้นปลายชีวิตการแปลพระคัมภีร์
 
13
 
 
  ในบริเวณวัดจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศของสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถัง  ตัวอาคารยังสะท้อนสถาปัตยกรรมที่ใกล้เคียงกับสนามแปลพระคัมภีร์ในยุคของสมณะเสวียนจั้งด้วย (ภาพล่าง)
 
16
 
 
พระถังซัมจั่ง มีปณิธานที่มั่นคง อุทิศตัวเพื่อการเผยแผ่พระสัทธรรม ท่านเห็นว่าการแปลพระธรรมคัมภีร์ที่นำมาจากอินเดียให้เป็นภาษาจีนจะช่วยให้การเผยแผ่ธรรมกว้างไกล ท่านจึงมุ่งมันในการทำงานแปล  และปฏิเสธการอาราธนาหลายครั้งจากพระเจ้าถังไท่จง ที่ทรงขอให้ท่านลาสิกขามาช่วยบริหารงานราชการแผ่นดิน ในทางตรงกันข้ามท่านกลับโน้มน้าวให้พระเจ้าถังไท่จงทรงหันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา และเป็นเอกองค์อุปถัมภ์งานแปลพระคัมภีร์อย่างแข็งขัน ท่านจึงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ไปกับการแปลพระคัมภีร์ตลอด 19 พรรษา นับแต่เดินทางกลับจากมาตุภูมิ
การแปลพระคัมภีร์จึงเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านข้ามยุคสมัย  เพราะท่านศึกษาปรับปรุงและพัฒนาวิธีการแปลของคนรุ่นก่อนให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  โดยวางหลักการแปล 5 ประการที่เรียกว่า "5 ประเภทไม่แปล" คือ 
1. คำศัพท์ที่มีหลายความหมาย ไม่สมควรถอดความเป็นภาษาจีน
2. คำศัพท์ที่เป็นชื่อเฉพาะ  ไม่มีในประเทศจีน 
3. แม้เป็นคำศัพท์ที่สามารถแปลได้ แต่เป็นที่รู้จักและใช้กันมาแต่โบราณสมควรคงไว้ ไม่จำเป็นต้องแปลใหม่
4. คำศัพท์ ที่มีความหมายลี้ลับ ซึงเชื่อกันว่ามีพลังอำนาจเร้นลับ หากแปลเป็นภาษาจีนแล้วอาจสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์ไป 
5. คำศัพท์ที่เป็นที่เคารพ เช่น ปรัชญา (Prajna) โพธิสัตว์  (Bodhisatva)
 
หลักการดังกล่าว เป็นการแปลถ่ายทอดเสียงจากภาษาสันสกฤตสู่อักษรจีน เป็นหลักการที่ยอมรับและยึดถือปฏิบัติกันในวงการแปลคัมภีร์สืบมา
 
ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่่สร้างชื่อเสียง ส่งให้ท่านเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกคือ "บันทึกการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตก" และด้วยผลงานชิ้นนี้เอง ที่ทำให้ชาวโลกรับทราบถึงสังคมพระพุทธศาสนาในอินเดีย และดินแดนในแถบเอเชียกลาง ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์มาแล้วนับพันปี บันทึกเล่มนี้ได้เผยให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนาลันทา สถาบันที่เป็นแหล่งรวมความรู้ทุกศาสตร์ ทุกแขนงวิชา มีนักศึกษาทั้งที่เป็นชาวอินเดียและชาวต่างชาติมากมายเดินทางมาศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ โดยการอุปถัมภ์จากสถาบันพระมหากษัตริย์อินเดียในยุคนั้น  บันทึกการเดินทางสุ่ดินแดนตะวันตก จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในยุคสมัยพุทธศตวรรษที่ 11-12
20
รูปปั้นพระถังซัมจั๋งบริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดตาฉือเอิน จะมองเห็นสถูปห่านป่าใหญ่ด้านหลัง
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet