ประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาลมาก  การเดินทางจากนครคุนหมิงไปซีอาน ใช้เวลาเท่ากับการเดินทางจากประเทศไทยไปนครคุนหมิงคือสองชั่วโมงครึ่ง (เวลาในประเทศไทยช้ากว่าประเทศจีน 1 ชั่วโมง)
 
ผู้เขียนใช้บริการเครื่องบินภายในประเทศของจีน ซึ่งเดินทางจากนครคุนหมิงไปซีอาน(Xi'An) และยังเดินทางด้วยรถไฟ(ตู้นอน) ซึ่งใช้เวลาเดินทางถึง 14 ชั่วโมง ไปเมืองต้าถง(Datong)  การเดินทางไปทั้งสองเมืองนี้ ก็เพื่อไปเรียนรู้ชีวประวัติของพระถังซัมจั๋ง   แต่ก็พลอยได้เรียนรู้วิถีชีวิต อาหารการกินของคนจีนแผ่นดินใหญ่ไปด้วย 
 
สถานีรถไฟซีอาน
สถานีรถไฟซีอานที่อยู่ทางทิศตะวันเหนือของเมืองซีอาน ใกล้กับประตูกำแพงเมืองจีนด้านทิศเหนือ
 
IMG_1828
 
ภาพแสดงแผนผังกำแพงเมืองจีนในอดีตของซีอาน ทิศเหนือ(ไป่เหมิน)คือประตูกำแพงเมืองจีนและด้านตะวันออกเฉียงเหนือคือสถานีรถไฟของซีอานในปัจจุบัน
 
IMG_2326
 
ดร.อุษา โลหะจรูญ ผู้นำพาไปเรียนรู้เรื่องราวพระถังซัมจั๋ง
ภาพถ่ายจากสถานีรถไฟเมืองต้าถง(Datong)
 
พูดถึงการเดินทางโดยรถไฟ เราคงทราบดีว่าการเดินทางในจีน ต้องเบียดเสียดและแก่งแย่งกันขนาดไหน และการเดินทางครั้งนี้ ผู้เขียนไปในช่วงปิดภาคการศึกษาของจีน คนจีนแผ่นดินใหญ่จะเดินทางกลับบ้าน ทำให้การเดินทางโดยพาหนะต่าง ๆ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน แต่โชคดีที่ตั๋วเดินทางรถไฟตู้นอน(ใช้เวลาเดินทาง 14 ชั่วโมงจากซีอานไปต้าถง)เป็นตั๋วแบบ Soft Seat  มิฉะนั้น คงต้องแก่งแย่ง เบียดเสียดพอสมควร และระหว่างรถขึ้นรถไฟ ตั่วแบบนี้จะมีพื้นที่ให้นั่งพักรอขึ้นรถไฟอย่างสบาย ๆ 
 
IMG_2315
 
ภายในบริเวณห้องผู้โดยสารรอขึ้นขบวนรถไฟ จะเห็นเป็นพื้นที่ว่าง เมื่อเราแสดงตั๋วรถไฟ เราจึงเข้าไปนั่งได้สบาย ๆ
 
 
IMG_2313
บริเวณที่นั่งรอรถไฟขบวนเดียวกัน จะเห็นว่าเนืองแน่นไปด้วยผู้คน บางคนนั่งบนกระเป๋าเดินทาง บางคนยืนรอ ไม่มีที่นั่ง
 
สถานที่ท่องเที่ยว
 
ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยตนเองในประเทศจีนสองครั้งก่อนไปซีอานและต้าถง [คือไปคุนหมิง (Khunming) ต้าหลี่(Dali) และลี่เจียง(Lijiang)  ซึ่งอยู่ในมณฑลยูนนาน (Yunnan)  กับไปเมืองหนานหนิง(Nanning) และกุ้ยหลิน(Guiling) ซึ่งอยู่ในมณฑลกวางสี] แม้เคยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจีนด้วยตนเองสองครั้ง แต่ก็มีคนเตือนเสมอว่าให้ระมัดระวังการเดินทางในประเทศจีน เพราะน่ากลัว แม้แต่คนจีนในแผ่นดินใหญ่ยังเตือนบ่อย ๆ ให้ระมัดระวัง  เพราะจีนแผ่นดินใหญ่กำลังเปลี่ยนแปลงทางวัตถุอย่างรวดเร็ว ดร.อุษา ซึ่งเคยไปประเทศจีนหลายสิบปี จบปริญญาเอกที่ประเทศจีนด้วย ไปมาๆ ระหว่างประเทศไทย กับจีนแผ่นดินใหญ่ก็หลายครั้ง ยังเตือนผุู้เขียนว่าให้ระมัดระวัง  เพราะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวมาเสมอ 
 
ประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า แม้จะสื่อสารภาษาจีนได้คล่องแคล่ว ก็ใช้ว่าจะสะดวกในการรับรู้เรื่องราวที่เราต้องการได้ เพราะ คนจีนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า "เขาไม่รู้"  และเขาก็ไม่รู้จริง ๆ เพราะเขาหมกมุ่นกับการทำมาหากิน และเรื่องราวเฉพาะของตัวเอง  แม้เจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถแนะนำได้ เช่น ตามสถานีรถไฟ รถบัส หรือสนามบิน ก็ยังไม่ค่อยสนใจจะให้ข้อมูล และอาจพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก  แต่เมื่อเราลองส่งภาษาอังกฤษ หรือถามเขาเป็นภาษาจีนกลางว่าพูดภาษาอังกฤษได้ไหม (หนี่เขออี่ซออิงเหวินมา) เขาก็รับรู้ทันทีว่าเราเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะรีบตอบทันทีว่าพูดไม่ได้ เราจึงต้องเล็งให้ถูกคนที่พอพูดได้ ซึ่งก็ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ และประสบการณ์พบว่า มักจะเป็นหนุ่มสาวที่ดูมีรสนิยมในการแต่งกาย หรือนักศึกษาซึ่งจะตอบว่าพอพูดได้เล็กน้อย และแสดงท่าทางยินดีที่จะพูดคุยกับเรา จากนั้นเราจึงแนะนำตัวเราว่าเป็นนักท่องเที่ยว และเมื่อนั้นแหละจึงได้รับคำแนะนำด้วยดี ด้วยความสุภาพ  เมื่อเรียนรุู้เช่นนี้แล้ว เราจึงใช้ "มุก"นี้ในระยะหลัง ๆ เวลาเดินทาง แม้แต่ดร.อุษาเอง ก็เปิดบทสนทนาด้วยภาษาอังกฤษเล็กน้อยเพื่ออุ่นเครื่อง และค่อยตามด้วยภาษาจีน 
 
เป็นที่สังเกตได้ว่า การบอกเล่าเส้นทางสถานที่ คนจีนนิยมใช้ทิศเป็นหลักในการอธิบายสถานที่ คือทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจว่าสถานที่ใดตั้งอยู่ในทิศทางใด เช่นมหาวิทยาลัย North West University ในเมืองซีอาน ตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง หรือกำแพงเมืองทิศเหนือ หรือประตูทิศใต้ของมหาวิทยาลัย หรือถนนด้านตะวันตก  เป็นต้น
 
เมื่อเราไปถึงเมืองซีอานจะรับรู้ได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองในอดีต และสถาปัตยกรรมที่เน้นราชวงศ์ถัง เมืองซีอานเป็นเมืองท่องเที่ยว คนนิยมไปดูสุสานจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้  ในขณะที่เมืองต้าถง เป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมเหมืองแร่ถ่านหิน การท่องเที่ยวยังไม่เติบโตนัก  เมื่อไปถึงซีอาน และต้าถง จะรู้สึกได้ถึงความกระหายน้ำ คอแห้ง ทุกคืนต้องตื่นขึ้นมาจิบน้ำ ปากแตก และมีเสมหะตลอดเวลา เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้อยู่ใกล้เขตทะเลทราย การเดินทางไปซีอานและต้าถงครั้งนี้ผู้เขียนได้ไปดูพิพิธภัณฑ์ในเมืองซีอาน และวัดอีกหลายแห่ง รวมทั้งสุสานของบูเช็คเทียน (รายละเอียดได้เขียนไว้ใน
 
สำหรับเมืองต้าถง ในอดีตเป็นประตูสู่เอเชียกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางสายไหม เมืองต้าถงจึงถือเป็นประตูสู่เส้นทางสายไหม หรือเอเชียกลางก็ว่าได้  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมืองต้าถงจะได้รับอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งเผยแผ่มาทางเอเชียกลางก่อนเมืองอื่น ในอดีตพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้เจริญรุ่งเรืองก่อนยุคราชวงศ์ถัง คือเป็นยุคอาณาจักรเป่ยเว่ย มีเมืองหลวงคือ ผิงเฉิง (平成)เพราะเป็นดินแดนศูนย์กลางอำนาจของจีนที่แว่นแคว้นต่าง ๆ ในเอเชียกลางอยากมาเจริญสัมพันธไมตรี หรือมาค้าขาย และถือเป็นปลายทางของเส้นทางสายไหมในอดีต  และยังเป็นด่านแรกที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามา

ในยุคปลายราชวงศ์สุยพระถังซัมจั๋งได้จาริกมาดินแดนแถบนี้เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอาจารย์หลายรูปในสำนักโยคาจารย์เพื่อศึกษาพุทธศาสนา(ก่อนจะจาริกไปชมพูทวีป) และพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในดินแดนตอนเหนือของจีนรูปหนึ่งคือ พระอาจารย์ถานเย่า (昙曜)  ว่ากันว่า พระอาจารย์เวลาแสดงธรรมมีผู้คนมานั่งฟังนับพันคน

สมณะถานเย่าเป็นผู้ดำริการก่อสร้างวิหารถ้ำหยุนกัง(Yungang 云冈)  ท่านได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิของอาณาจักรเป่ยเวย (ราชวงศ์ฝ่ายเหนือ) ให้จัดตั้งสนามแปลคัมภีร์ 

20150704_100938

รูปปั้นพระอาจารย์ถานเย่า(昙曜) ที่วิหารถ้ำหยุนกัง(Yungang 云冈) 

 

สมณะถานเย่าเป็นพระสายสำนักเซ็น โดยท่านเป็นต้นแบบหนึ่งในการทำงานแปลคัมภีร์พระศาสนา และก่อนสมณะเสวียนจั้งจาริกไปอินเดีย ท่านได้จาริกมาศึกษาพระธรรม ณ วิหารถ้ำแห่งนี้ด้วย

20150704_115354

วิหารถ้ำหยุนกัง ในเมืองต้าถง  ภาพสาวใส่หมวกสีน้ำเงินคือดร.อุษา โลหะจรูญผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระและนักแปล

 

วัดที่เก่าแก่และสร้างในุยคเดียวกับวิหารถ้ำหยุนกังคือ หวาแหยวนซื่อ คือสร้างก่อนราชวงศ์ถัง มีอายุนานถึง 1500 ปี คือสร้างในยุคอาณาจักรเป่ยเว่ย   ไกลออกไปจากเมืองต้าถงยังมีวัดและวิหารสวยงามมากที่สร้างติดกับภูเขาสูงชั้น บนเขาเหิงซาน(Hengsan Mountain)  แต่ต้องใช้บริการรถทัวร์ภายในประเทศ เราสามารถสอบถามจากที่พักตามโรงแรม

IMG_2353 [
วัดและวิหารบนเขาเหิงซาน(Hengsan Mountain)   ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน สะท้อนความศรัทธาอย่างสูงต่อพุทธศาสนา
 
สภาพเศรษฐกิจ
ระหว่างการเดินท่องเที่ยวในซีอานและต้าถง เราจะพบอาคารชุดขนาดใหญ่กำลังก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากมาย และทุบทิ้งของเก่า  เรียกได้ว่า ตึกยุคก่อนปีค.ศ. 1980 กำลังจะถูกทุบทิ้ง (ยุคคอมมิวนิสต์)  เพื่อสร้างอาคารชุดใหม่ แม้อาคารเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นมากมาย ก็ใช่ว่าคนจีนจะมีกำลังซื้อ กล่าวได้ว่า แรงงานรับจ้าง พนักงานร้านค้า ยากที่จะซื้ออาคารชุด นอกจากต้องขยันหารายได้หลายทาง แม้ที่ดินบนอาคารชุดยังเป็นของเจ้าของที่ดิน (รัฐ หรือเอกชนที่เป็นเจ้าของ) ผู้ซื้อจะครอบครองอาคารชุดได้เพียง 70 ปี  แม้กระนั้น อาคารชุดเหล่านี้ ก็ยังถูกกว้านซื้อโดยนักธุรกิจเพื่อรอขายเก็งกำไร  เรื่องที่ดินนี้ หากเป็นเขตชนบท ที่ดินยังเป็นของเกษตรกรโดยรัฐมอบให้ทำเกษตรกรรมสามารถเปลี่ยนให้ลูกหลานเป็นเจ้าของได้ แต่ผู้รับตกทอดต้องการเกษตร  แต่หากในเมือง ผู้ซื้ออาคารชุดครอบครองได้เพียง 70 ปี
 
พูดถึงอาชีพ และรายได้แล้ว ได้สอบถามพนักงานขายชาจีนคุณภาพดี(เจ้าของคือชาวไต้หวัน) ให้ข้อมูลว่า รายได้ของคนจีนโดยเฉลี่ย
เดือนละประมาณ 2,000 หยวนหรือ หนึ่งหมื่นบาทเศษ และหากมีประสบการณ์ก็จะมากขึ้น ส่วนใหญ่จึงไม่ได้พิจารณาจากวุฒิ คนจึงยังไม่นิยมเรียน
ปริญญาตรี และอาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการคือทำด้านสารสนเทศ หรือด้านไอที (information  techology)และอีกอาชีพ
หนึ่งคือพนักงานส่งสินค้าออนไลน์ เพราะวัยรุ่นนิยมสั่งสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากแผ่นดินจีนกว้างไกล การเดินทาง
ไปซื้อคงไม่สะดวก การสั่งสินค้าออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วกว่า ทำให้ อาชีพพนักงานส่งสินค้าออนไลน์
จึงกำลังเปิดรับจำนวนมาก
 
20150707_100258
พัสดุสิ่งของจำนวนมากที่กำลังรอผู้สั่งสินค้า(ออนไลน์)มาเซ็นรับ จากพนักงานส่ง(ชายกับมอเตอร์ไซต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะ)  ถ่ายภาพจากในมหาวิทยาลัยยูนนาน นครคุนหมิง
 
การเดินทางท่องเที่ยวในนครคุนหมิง ซีอาน และต้าถง จะสังเกตได้ประการหนึ่งคือ เรื่องค่าครองชีพ ซึงพบว่าค่าครองชีพใน
เมืองคุนหมิงสูงกว่า ต้าถงและซีอาน ตัวอย่างเช่น่
 
รถโดยสารประจำทางในต้าถงเพียงหยวนเดียว ในคุนหมิง ซีอาน 1-2หยวน ค่าแท๊กซี่ในต้าถงเริ่มต้นที่ 7 หยวน ในซีอาน8 หยวน 
 ในคุนหมิงเริ่มต้นที่ 9 หยวน ( 1 หยวน คิดเป็น 5.5 บาท ณ กรกฎาคม 2558)
เรื่องการโดยสารรถประจำทาง คนสูงอายุจะยกเว้นค่าโดยสาร โดยรัฐบาลจะออกบัตรฟรีให้ และการขึ้นรถโดยสารจะไม่มีพนักงานเก็บตั๋ว
แต่ทุกคนต้องเสียค่าโดยสารโดยหย่อนในตู้ด้านข้างคนขับ ซึ่งก็พบว่าทุกคนก็ทำกัน ไม่มีบิดพลิ้ว
 
นักวิชาการอาวุโสในจีนท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า การที่ประเทศจีนเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นนโยบาย
ที่ถูกทางแล้ว หากมิฉะนั้น ประเทศจีนอาจถูกแยกออกโดยมหาอำนาจประเทศอื่น  การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ของจีน ก็เพราะผู้นำต้องการให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจีนต้องการให้ทั่วโลกได้เห็นว่า ประเทศมีอารยธรรมอันเก่าแก่
เคยเจริญรุ่งเรืองมาก่อน
 

สังคมและวัฒนธรรม

ระหว่างนั่งรถไปจากต้าถงไปไทยหยวนเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับคุนหมิง เราได้ได้กลุ่มพูดคุยกับสาว ๆ จากเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมาพักผ่อนท่องเที่ยว เธอสนทนากับเราเป็นภาษาอังกฤษ (จะพบหนุ่มสาวจีนในซีอานและต้าถง พูดภาษาอังกฤษได้น้อย) โดยให้ความเห็นว่า ทุกวันนี้การทำงานต้องรีบเร่ง เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรีบเร่ง เหตุใดไม่ทำแบบสบาย ๆ  ระหว่างอยู่บนขบวนรถไฟ พวกเธอจะก้มหน้าก้มตาค้นหาข้อมูลการเดินทาง การพัก การจองตั๋ว และยังช่วยเราค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วทันใจ การเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติผ่านสื่อสมัยใหม่ ทำให้กลุ่มหนุ่มสาวเหล่านี้ตระหนักดีว่า สังคมโลกมีการประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างไร  ซึ่งสาว ๆ เหล่านี้น่าจะแตกต่างจากคนจีนที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเมื่อสอบถามคนจีนในแผ่นดินใหญ่ถึงประเทศไทยแล้ว เขามักจะกล่าวว่า รู้จักเชียงใหม่ พัทยาและภูเก็ต (ประเทศไทยมี 3 จังหวัดเท่านั้น 555)

การพูดภาษาจีนกลางได้นับว่าช่วยเบิกทางให้การสื่อสารสะดวกคล่องตัว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ โชคดีที่ผู้เขียนได้เดินทางไปกับดร.อุษาที่สื่อสารภาษาจีนได้ดี (พนักงานในโรงแรงคนหนึ่งช่วยติดต่อกับแท๊กซี่ให้เราบอกกับคนขับว่าเป็นคนไทย คนขับแท๊กซี่ถึงกับอุทานว่า “แล้วจะคุยกันรู้เรื่องหรือ” พนักงานคนนั้นตอบว่า “เขาพูดภาษาจีนได้ดีกว่าเธออีก!” ) ทำให้ผู้เขียนซึ่งติดตามไปด้วยสบายใจไปได้

แต่กระนั้นก็ตาม เราพบว่า ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว  แม้ ดร.อุษา ยังงง กับเส้นทาง  การสอบถามทางจึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่ต้องคอยระมัดระวัง เพราะมีทั้งคนที่คอยล่อลวง คนที่หลอกลวง คนที่ไม่รู้จริง ๆ (ส่วนใหญ่คนจีนไม่ค่อยรู้เรื่องอื่น นอกจากเรื่องตนเองเพราะต้องทำมาหากิน)  การจะได้ข้อมูลที่ตรงกับที่เราต้องการจึงยากมาก นอกจากจะสื่อสารด้วยภาษาแล้วยังต้องมีปฏิภาณไหวพริบ สังเกตว่าจะสอบถามใครแล้วจะได้ พวกเราจะได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบ้าง หนุ่มสาวที่เดินผ่านไปมาโดยแสดงตัวให้เขาเห็นว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาจากประเทศอื่น และสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งเมื่อแสดงตัวอย่างนี้เขาจะให้ความสนใจมากกว่าสื่อสารด้วยภาษาจีน จากนั้น ก็จะสื่อสารด้วยภาษาจีนต่อไป หากสื่อสารด้วยภาษาจีนก่อนมักไม่ค่อยได้รับการตอบรับที่ดีเท่าใด (เพราะเขาเข้าใจว่า "ดร.อุษา" เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน เพราะพูดภาษาจีนกลางเหมือนคนจีนแผ่นดินใหญ่เลยทีเดียว) เพราะประชาชนที่เดินทางผ่านไปมา เขาจะไม่ค่อยไว้ใจใครเท่าใดนัก ยิ่งตามสถานีรถไฟ สนามบิน หรือสถานีรถบัสยิ่งไม่ค่อยได้รับคำแนะนำเท่าใดนัก

ในเมืองต้าถง เราได้ที่พักใกล้สวนสาธารณะ(Home inn มี WiFi สะดวกสบาย และ ในคุนหมิงก็มี Home inn ด้วย ) และตรงข้ามที่พักยังเป็นสถานที่ตั้งของวัดสำคัญคือวัดฮวาแหยนซื่อ  การเดินเล่นในสวนสาธารณะยามเช้าใกล้ที่พักเมืองในต้าถง จะเห็นคนจีนสูงอายุนิยมออกกำลังกาย ทั้งการร่ายรำประกอบเพลงสวยงามมาก บางกลุ่มก็รำมวยจีน บางกลุ่มนั่งก็ขับขานดนตรีจีนร่วมกันเป็นวงโดยมีนักร้องและนักเต้นแสดงให้กลุ่มผู้สูงอายุร่วมชื่นชม  ดูเป็นบรรยากาศที่สนุกสนาน เหมือนสวนลุมพินีที่กรุงเทพฯ

20150708_092107

 

20150705_053606 [Disable javascript] src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js">[/Disable javascript]

  

เราสังเกตพบว่า ในครอบครัวหนึ่ง ๆ ที่แต่งงานมักจะมีพ่อแม่ของแต่ละฝ่ายมาช่วยกันเลี้ยงดูหลาน เช่น ไปรับส่งที่โรงเรียน

และพ่อแม่ก็ออกไปทำงาน ครอบครัวจีน จึงยังเป็นครอบครัวที่มีสามรุ่นอยู่ร่วมกัน (พ่อ-แม่ ลูก และปู่ย่า/ตายาย)

และยังทราบว่า ปัจจุบันนโยบายรัฐบาลของจีนแผ่นดินใหญ่อนุญาตให้หนุ่มสาวที่แต่งงานมีลูกได้สองคนเพราะเห็นว่า หากมีเพียงคนเดียว เมื่อแต่งงานหนุ่มสาวต้องร่วมกันเลี้ยงดูพ่อแม่ของแต่ละฝ่ายรวม 4 คน(พ่อแม่ฝ่ายชายและหญิง) ซึ่งเป็นภาระกับเด็กที่เกิดมา    ไ้ด้สอบถามนักวิชาการด้านวัฒนธรรมได้ให้ข้อมูลว่า สภาพครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (Single Parent) ก็กำลังจะเกิดขึ้นในจีนเช่นเดียวกับไทย

  อาหารการกิน                                                                                        อาหารการกินของบริเวณนี้ จะเป็นแป้งสาลี ในรูปแบบบะหมี่ ซาลาเปา หม่านโถว หลากหลายสีซึ่งมาจากธัญพืชหลากหลายประเภท  ในบริเวณใกล้ที่ทำงาน ใกล้ที่พักก็จะปรากฎร้านค้าริมถนนในรูปรถเข็น ก็จะมีอาหารประเภททอดๆ คล้ายโรตี รูปร่างขนาดขนมปังแฮมเบอร์เกอร์ ภายในก็ทาด้วยถั่วเครื่องปรุง อาจจะใส่ไข่ หรือไส้กรอก  โดยผู้ซื้อสามารถเติมผักดองเค็มหลายชนิดด้านหน้ารถเข็น   จะว่าไปแล้วอาหารทั่วโลกก็จะไม่พ้น ข้าวสาลี ข้าวเจ้า / โปรตีน/ ผักผลไม้ หากแต่เปลี่ยนไปตามภูมิอากาศ สำหรับในจีน บริเวณที่ไปทั้งคุณหมิง ต้าถง และซีอาน คนท้องถิ่นจะนิยมกินบะหมี่น้ำมีพริกและน้ำมันงา  สำหรับหนุ่มสาวจะเป็นอาหารคล้ายบ้านเราคือ อาหารแบบฟาสฟู้ด (fast food)

 
 
IMG_2033 [
 
ร้านขายอาหารสำเร็จรูปข้างถนน ภายในรถเข็นจะเป็นตู้อบหม่านโถว ซาลาเปา ให้ร้อน และมีเครื่องดื่มสำเร็จรูปจำหน่าย เช่นน้ำธัญพืช หรือนมถั่วเหลือง ซึ่งพร้อมทาน และเป็นอาหารเช้าของคนทำงาน
IMG_2034 [Disable javascript] src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js">[/Disable javascript]

รถขายอาหารอีกรูปแบบหนึ่ง ขายอาหารคล้ายHamburger ด้านหน้าของรถเข็นจะมีผักดองเค็มหลายชนิดให้ผู้ซื้อเลือกใส่ในขนมปัง (คล้ายโรตีแต่มีขนาดใหญ๋และหนากว่า)  ซึ่งเป็นที่นิยมของคนทำงานเพราะสะดวกทาน สะดวกซื้อ

 

ในซีอานจะเป็นแหล่งผลิตพุทราจีนขนาดใหญ่มีรสหวาน อร่อย ทานได้ทั้งผลสดและแห้ง และเป็นแหล่งผลิตแตง ทั้งแตงโม แคนตาลูป เช่นเดียวกับต้าถง หากเราไปถึงซีอานหรือต้าถงแล้ว น่าจะไม่พลาดที่ลองชิม

 สำหรับพุทราจีน ผู้เขียนพบว่าในร้านอาหารจีนที่ขายอาหารลักษณะเดียวกับสุกี้บ้านเรา เขาจะใส่พุทราจีนลงในหม้อน้ำซุปเพื่อให้มีรสหวานของธรรมชาติด้วย

 IMG_1990 [Disable javascript] src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js">[/Disable javascript]

ชาวสวนนำแตงมาจำหน่ายถนนข้างทางระหว่างการเดินทางจากนครซีอาน ไปยังสุสานเฉียนหลิง

 
พูดถึงเรื่องอาหารการกินแล้ว คนไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนจำนวนมากโดยเฉพาะสมุนไพร ยาจีน การเดินไปในจีนแผ่นดินใหญ่ครั้งนี้พบว่า   ในสวนสาธารณะ(เมืองต้าถงDatong) มีป้ายให้ความรู้คนในพื้นที่ว่าหากซื้อสินค้าให้สังเกตตราสัญลักษณ์ สีน้ำเงินรูปตัว S (เอส) ซึ่งก็คงจะเหมือนอย.บ้านเรา  เพราะสินค้าที่ไม่มีตรานี้จะไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน  หากเราซื้อสินค้าจีนในไทย เราจึงต้องคอยดูว่าข้างซองมีสัญลักษณ์นี้หรือไม่
 
20150707_055125 [Disable javascript] src="//embedr.flickr.com/assets/client-code.js">[/Disable javascript]
 
 

 

IMG_2087 [
การแพทย์แผนจีนมีมานับพันปีแล้ว รูปปั้นที่เห็นอยู่นี้ จัดแสดงในบริเวณโดยรอบวัดต้าฉือเอินในนครซีอาน เมืองหลวงของจีนในอดีต ซึ่งบ่งบอกว่าหมอชาวจีน (สัญลักษณ์คือมีน้ำเต้าแขวนอยู่ข้างตัว)ใช้การแมะ(จับชีพจร)เพื่อตรวจรักษา 

Comment

Comment:

Tweet