ที่มา

     นับเป็นเวลาปีเศษที่แม่(บุญธรรม) เสียชีวิต(11สิงหาคม 2559) การจากไปของแม่ได้ทำให้เราเรียนรู้การดูแลผุู้ป่วยโรคไต    แม้ว่าแม่จะใช้เวลาเพียง 9 เดือนเศษ ในการล้างไตช่องท้อง หรือปีเศษนับจากที่ทราบว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรัง  แต่ชีวิตที่นับถอยหลังปีเศษนั้นได้ทำให้แม่ เตรียมตัวเผชิญกับความตายอย่างสงบ เนื่องจากพวกเราได้พูดถึงความตาย และการเตรียมตัวตายมาก่อนหน้านั้นแล้ว และที่อดกล่าวไม่ได้ คือการเข้าร่วมอบรมการเผชิญความตายอย่างสงบ ที่จัดขึ้นโดยเครือข่ายพุทธิกา โดยมีพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เป็นผู้นำการอบรมดังกล่าว  ทำให้พวกเราได้จัดการสิ่งต่าง ๆ ไว้เพื่อเตรียมตัวตายก่อนตาย

     ปกติ พวกเราจะชวนกันออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ว่าโยคะ หรือไทเก็ก และทุกคนมักจะกล่าวว่าแม่แข็งแรง ดูไม่ออกว่าอายุ 70 ปีแล้ว แต่กระนั้นก็ตาม สิ่งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ภายหลังว่า ไม่ว่าจะดูหนุ่มสาว หรือแก่ จะดูแลตนเองดี ไม่ดีอย่างไร  อายุขัยดูเหมือนถูกกำหนดมาแล้ว อายุยืนยาวหรืออายุสั้นก็ไม่สำคัญว่า ชีวิตที่ดำรงอยู่มีคุณภาพชีวิตดีหรือไม่ โดยเฉพาะระหว่างการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ เราสุขกายสุขใจ ปล่อยวางได้หรือไม่ สำหรับแม่แล้ว แม่เป็นเก๊าต์มานานนับสิบ ๆ ปี และทานยาเก๊าต์ที่ทำลายไตมาตลอด (โดยไม่ทราบมาก่อนเลย) แต่ก็ยังไม่ปรากฎความเจ็บป่วย จนวาระสุดท้ายที่คืบคลานเข้ามา ปีเศษ ร่างกายก็เริ่มบอกอาการถดถอยอย่างเห็นได้ชัด  และแม่ก็รับรู้ทันทีว่า ชีวิตคงจะเหลือเวลาไม่มาก และบอกกับผู้เขียนเสมอ ๆ (แต่ผู้เขียนก็ยังไม่เชื่อ) เมื่อได้พาแม่ไปตรวจสุขภาพ พวกเราก็ทราบว่าแม่เป็นไตวายเรื้อรัง  

    ระหว่างการล้างไตช่องท้อง แม่จะใช้ชีวิตที่บ้าน และเดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต มีหมอนวดมานวดผ่อนคลายให้แม่ทุกวันก่อนทานอาหารเช้า เพราะเท้าของแม่บวมตลอดเวลาไม่ยุบเลย หลังนวดเสร็จแม่มักจะพุูดว่า มีความสุขมาก วันอาทิตย์หมอนวดจะขอหยุดเพื่อพักผ่อน เราจะสังเกตได้ว่า แม่จะรอให้ถึงวันถัดไป เพราะจะอึดอัดไม่สบายตัว จากเท้าที่บวมตลอดเวลา แม่จึงมักจะคอยหมอนวดในวันรุ่งขึ้น ทำให้เราต้องขอให้หมอนวดมาทุกวันอย่าได้ขาด แม้แม่จะมีเวลานับถอยหลังสั้นนัก แต่แม่ก็ใช้ชีวิตอย่างปกติ ทั้งการเดิน ยืน นั่ง นอน จนเพื่อนที่มาเยี่ยมต่างชมว่า แม่ดูเหมือนมิใช่คนป่วย (เราก็คิดว่า แม่ป่วยกายมิได้้ป่วยใจนี่นา) แม้แม่จะตระหนักว่า ความตายเป็นสิ่งที่คืบคลานเข้ามา แต่แม่ก็ไม่ได้ทุกข์ทรมาน เพราะได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว (ในช่วงหลัง ๆ ก่อนจะเข้าโรงพยาบาลคร้ั้งสุดท้าย เท้าของแม่ก็จะบวมตลอดไม่ยุบเลย) และสุดท้ายก็จากไปอย่างสงบ

     การจากไปของแม่ ทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำมา ซึ่งมีทั้งความรู้สึกที่ดีและความรู้สึกเสียใจไปพร้อม ๆ กัน เราได้รับรู้การพูดถึงแม่ เมื่อแม่ได้จากไปแล้ว เช่นคนรอบข้างจะกล่าวถึงแม่ว่า  "พี่เขาเป็นคนดีมาก ไม่เคยว่าใครเลย"  "พี่เขาใจเย็น " "พี่เขาไม่ค่อยพูด เฉย ๆ " "พี่เขาไม่รบกวนใครเลย" "พี่เขารักและเป็นห่วงสุนะ " ฯ คำพูดที่กล่าวถึงแม่ ได้ทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนและสอบถามตนเองว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราจะทำอะไรเมื่อจากไปแล้วให้คนพูดถึง นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากเขียนเรื่องนี้ในครั้งนี้เพื่อบอกเล่าความผิดพลาดและความในใจของตนเอง 

 

              ภาพถ่ายระหว่างไปโรงพยาบาลหลังที่ทราบว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรัง และเตรียมล้างไตช่องท้อง

 

บทเรียนจากแม่(บุญธรรม)

     ยากมากที่จะพบใครสักคนหนึ่งซึ่งผ่านเข้ามาในชีวิตแบบรักเราโดยไม่มีเงื่อนไข ถ้ามิใช่เพราะธรรมะจัดสรร ก็คงเป็นกรรมจัดสรร  เราเองเชื่อว่าเป็นทั้งสองอย่าง  และเราก็ได้ปล่อยให้โอกาสในการดูแลท่านสั้นเกินไป  ความผิดพลาดนี้เป็นความผิดพลาดประการแรก ที่ทำให้เรารู้สึกผิดที่ไม่ได้สนใจกับสิ่งรอบตัวท่าน และเราเองก็เชื่อมั่นต่อตนเองมากเกินไป ด้วยเชื่อว่าพวกเราดูแลเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกายดีแล้ว จึงมั่นใจว่าแม่แข็งแรง และไม่เป็นอะไร จึงไม่ได้คะยั้นคะยอให้แม่ตรวจสุขภาพ แม้เราจะตรวจสุขภาพทุกปี และชวนแม่ตรวจ แต่แม่ก็ปฏิเสธทุกครั้ง จนในที่สุดอาการไตวาย ได้คืบคลานเข้ามาใกล้เต็มที่ และฉุดรั้งไม่อยู่  ชะตาชีวิตถูกกำหนดไว้แล้ว และได้เข้ามาอย่างแยบยลโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวก็ต่อเมื่อสายไปแล้ว และมาตระหนักว่าไตวายเรื้อรังของแม่เกิดจากยาที่ทานเป็นประจำ โดยเฉพาะยารักษาโรคเก๊าท์ (gout)ที่ทำลายไต ซึ่งเราก็ไม่สนใจยาที่แม่ทานเป็นประจำ 

     เมื่อแม่รับรู้ว่าเป็นโรคไตวาย แม่ไม่โวยวายหรือโทษใครเลย แต่นิ่งเฉยเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ในขณะที่เรากลับโวยวายและเพ่งโทษที่ท่านทานยานี้และไม่ตรวจร่างกาย  เมื่อกลับมาทบทวนดู เรารู้สึกละอายใจมากที่แม่ไม่มีท่าทีตำหนิเรา แต่กลับยอมรับสิ่งทีเ่กิดขึ้น และยังห่วงสภาพจิตใจของเราว่าจะเป็นอย่างไร  ความรู้สึกผิดและละอายใจจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง

     ในระหว่างการรักษาด้วยการล้างไตช่องท้อง แม่เลือกวิธีการนี้และยืนยันจะใช้วิธีการล้างไตช่องท้องเป็นการรักษา โดยไม่ยอมฟอกไต (ฟอกด้วยเครื่อง และต้องไปโรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และหากนานเข้าจะต้องไปวันเว้นวัน หรือทุกวัน) แม้เรารู้สึกกังวลใจกับการเลือกวิธีการเช่นนี้ แต่แม่กลับยืนยันว่า เป็นวิธีการที่ไม่ทรมาน และได้อยู่กับบ้าน แม่ทำทุกอย่างเองในการล้างไตช่องท้องวันละ 4 ครั้ง นอกจากที่ทำไม่ได้จริง ๆ เราจึงเขาไปช่วย แม้เราจะคิดว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดในระหว่างที่แม่ล้างไตช่องท้อง ซึ่งเป็นเพียงการเตรียมสภาพบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ และความช่วยเหลือภายนอก การไปเยี่ยมผู้ป่วยไตวายที่ล้างไตช่อ่งท้องเพื่อเรียนรู้ว่าเขาดูแลตนเองอย่างไร และมาเล่าให้แม่ฟัง ซึ่งแม่ก็ฟังอย่างสนใจ  (เราพูดได้อย่างภูมิใจว่า สภาพการใช้ชีวิตของแม่ในระหว่างล้างไตช่องท้อง ดีกว่าผู้ป่วยทุกคนทีเราไปคุยสอบถามมา ไม่ว่าอาหารการกิน ความเป็นอยู่ ความสะอาด คนดูแล และตรงนี้เองทำให้ได้ข้อคิดว่า การติดเชื้อจากการล้างไตช่องท้องมีโอกาสน้อยหากผู้ป่วยยังร่างกายแข็งแรง แต่หากร่างกายเราอ่อนแอ โอกาสก็จะติดเชื้อง่าย  ) สิ่งที่เรารู้สึกเสียใจกับการปฏิบัติต่อแม่คือ การมองข้ามการทะนุถนอมจิตใจของแม่ที่กำลังนับถอยหลังให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ และเกิดบทเรียนว่า แม้จะทำให้สภาพแวดล้อมดีมากเพียงใด(อาหาร สถานที่ การดูแลสนับสนุนทางกาย) ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้แม่มีความสุขในทุกวันกับชีวิตที่เหลืออยู่  บรรยากาศในบ้านขณะนั้น จึงมีเพียงการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ แต่ลืมการทะนุถนอมจิตใจแม่ ทั้งที่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือการพูดคุยอย่างสนุกสนานในช่วงเวลานั้น เป็นสิ่งที่จำเป็น และจะช่วยให้แม่มีความสุขได้บ้าง ไม่มากก็น้อย  ตรงกันข้าม การดูแลห่วงใยอาหารการกินมากเกินไป กลายเป็นความไม่ยืดหยุ่นที่ปฏิบัติกับแม่ และทำให้แม่ค่อย ๆ แอบทำเมื่อเราไม่อยู่ (เพราะเกรงใจเรา) เช่น แอบทานอาหารที่หมอห้าม หรือแม่จะคอยตรวจสอบว่าเราไม่อยู่ช่วงใด จะได้ออกทำอะไรที่อยากทำบ้าง เพื่อมิให้เรา เสียกำลังใจ เป็นต้น  เรื่องราวของแม้่ได้ให้บทเรียนสำหรับเราว่า เราไม่ควรเคร่งครัดกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย จนมองข้ามสภาพจิตใจของเขาในขณะนั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุนำไปสู่สิ่งอื่น ๆ เช่นความเครียด กดดันผู้ป่วย  สิ่งนี้เป็นความรู้สึกผิดครั้งที่สาม

     วันสุดท้ายก่อนนำแม่ส่งโรงพยาบาลเพื่อเจาะน้ำที่คั่งในสมองออก  แม่มีอาการซึม นอนก้มหน้าทั้งวัน เราเองก็ไม่ได้เฉลียวใจว่า ขณะนั้นต้องเกิดภาวะผิดปกติแล้ว เราได้แต่คิดว่า คงอยู่ในบ้านทั้งวัน เมื่อกลับจากการทำงานเราจึงชวนแม่ออกไปทานอาหารนอกบ้านและพบกับพี่สาวที่กรุงเทพฯ  ด้วยคิดว่าจะทำให้กระชุ่มกระชวยขึ้น และแม่ก็ตอบรับว่า ดีใจที่จะได้พบกับพี่สาว (ไม่คิดว่าจะเป็นการพบเพื่อลาจาก) วันนั้น แม่ดู "หมดสภาพ" จนผิดสังเกต และเราต้องรีบพาแม่ขึ้นรถกลับบ้าน ระหว่างทาง แม่นอนซึมตลอด และก็บอกว่ารักลูกนะ ทุกอย่างให้ลูก (นึกถึงตอนนี้แล้วยังน้ำตาไหลเอ่อ) เราก็ยังไม่ทราบอีกว่า แม่กำลังสื่อสารอะไรบางอย่าง และอาการซึม ๆ ของแม่น่าจะมีสาเหตุจากเลือดซึมออกมาที่สมอง (มาทราบหลังพาส่งโรงพยาบาลในเช้าวันรุ่งขึ้น) พอมาถึงบ้านแม่ก็ร้องขอข้าวต้มร้อน ๆ และคืนนั้น หลังจากทานข้าวต้มสร็จ แม่ก็อาเจียน และล้มลง จากนั้น สภาพการทรงตัวก็ไม่ดี และต้องนำส่งโรงพยาบาล และหมอได้พาเข้าแสกนสมอง และพบว่ามีเลือดซึมที่สมอง หากเจาะออก ก็จะดีขึ้น และหมอก็พาเข้าห้องผ่าตัดทันทีในเย็นน้้น  เมื่อผู้เขียนมาทบทวนดูสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เรารู้สึกผิดที่ไม่ได้เรียนรู้อาการที่แม่เป็น หากได้มีโอกาสทราบก่อน ก็น่าจะรักษาได้ทันการ นี้จึงเป็นความรู้สึกผิดครั้งที่ีสี่

     คนเป็นไตวาย จะไม่เสียชีวิตจากโรคไตวาย(เรื้อรัง) แต่จะเสียชีวิตจากโรคอื่น แต่ที่จริงแล้ว ต้องเข้าใจใหม่ว่า หากคนเป็นไตวาย เมื่อมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นในร่างกาย โอกาสจะฟื้นฟูร่างกายเข้าสู่ปกติ จะยากกว่าคนไม่เป็นโรคไตวาย เพราะไตไม่สามารถทำงานสนับสนุนให้ร่างกายเข้าสู่สภาพปกติได้เหมือนเดิมแล้ว และในที่สุดแม่ก็อยู่โรงพยาบาลได้  15วัน และเสียชีวิตก่อนวันแม่เพียงวันเดียว คือวันที 11สิงหาคม 2559 เวลา 00.15 นาที ซึ่งล่วงเข้าสู่วันพระ และเย็นก่อนวันพระ พยาบาล ได้มากระซิ๊บข้างเตียงว่า ยายพรุ่งนี้วันพระนะ  เมื่อมาทบทวนดู เราจึงรู้ว่า  พยาบาลกำลังส่งสัญญาณบอกว่าแม่กำลังจะจากไปแล้ว แต่เราเองไม่ได้เรียนรู้สัญญาณเหล่านี้ และก็ยังไปดูแม่เป็นปกติ จนสองทุ่มเศษเรากลับมานอนที่บ้าน และล่วงเข้าวันที่ 11สิงหาคม 2560 โทรศัพท์ดังเข้ามาเวลา 00.15 นาที บอกว่าแม่เสียชีวิต นี้จึงเป็นความรู้สึกผิดครั้งที่ห้า ที่ไม่ได้เฝ้าดูแม่ก่อนจากไป  เมื่อเราไปถึง แม่ยังดูเหมือนนอนหลับ แม่ยังตัวอุ่น ๆ อยู่เลย

     เมื่อจัดการเรื่องร่างของแม่ไปเป็นอาจารย์ใหญ่ตามเจตนารมย์ขอ่งแม่แล้ว คืนถัดมาเรานั่งสมาธิ เรารู้สึกราวกับว่าแม่มานั่งข้าง ๆ และเราก็ได้แต่สื่อสารออกไปว่า สิ่งที่แม่ฝากไว้ จะทำให้ทุกอย่างทั้งการทำบุญให้กับโรงพยาบาล และให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ที่เรียนผ่าศพอาจารย์ใหญ่ และเราเองก็ตั้งใจทำบุญอุทิศให้แม่เกินกว่าที่แม่บอกกล่าวไว้อยู่แล้ว เพราะช่วงที่แม่อยู๋โรงพยาบาล  ห้องพยาบาลดูแลอย่างดี วอร์ดที่พักสะอาด  สงบเงียบ และคนดูแลแม่ก็ทำความสะอาดแม่อย่างดี เนื้อตัวแม่ดูขาวผ่อง สะอาด สดใส จนคนมาเยี่ยมแม่ก็ชมคนเฝ้าแม่ด้วย  คนทำดี ย่อมได้รางวัลเป็นกำลังใจ และทุกอย่างก็ทำเพื่อระลึกถึงแม่อีกครั้งหนึ่ง

     

นับจากนี้ไป...

     เคยถามนักศึกษาว่า เงินมาความสำคัญกับชีวิตไหม ทุกคนต่างตอบว่ามีความสำคัญกับชีวิต และที่เรียนทุกวันนี้ก็หวังจะได้ทำงาน ได้เงิน มีเงินมาก ๆ มีฐานะดี แม้จะเห็นด้วยว่าในชีวิตของเรา มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ เช่น การทำงานช่วยเหลือคนอื่นด้วยใจ การกอด การยิ้มให้กัน ฯลฯ

     และเมื่อถามว่า หากสมมติว่า หากเราจากโลกนี้ไปตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้ พวกเราคิดว่า อยากให้คนพูดถึงเราว่าอย่างไร     น่าแปลกว่า คำตอบจากนักศึกษากลับไม่พบว่า มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อยากให้คนพูดถึงว่า  น่าเสียดายนะ เขาจากไปไว แต่เขาเป็นเด็กกตัญญูกับพ่อแม่  เขาเป็นเด็กที่จิตใจดี ทำเพื่อคนอื่น  เขาเป็นคนมีน้ำใจ เขาเป็นคนขยันขันแข็ง เขาเป็นที่รักของเพื่อนๆ ฯ 

     จึงถามนักศึกษากลับไปว่า ตกลงสิ่งที่อยากให้คนพูดถึงสามารถทำได้เลยหรือไม่ โดยไม่ต้องใช้เงิน และการแสวงหา หรือไขว่คว้าเงิน ได้บรรลุความคาดหวังของเราจริง ๆ หรือไม่ ตกลงเราจะควรทำอย่างไรกับชีวิตกันแน่

     บทเรียนจากคำตอบของนักศึกษา ได้ย้อนกลับมาถามตนเอง และทบทวนตัวเองว่า เราอยากให้คนพูดถึงว่าอย่างไร และเมื่อทบทวนดูแล้ว สิ่งที่เราทำมาทั้งชีวิตจนบัดนี้ ยังไม่ได้เกิดขึ้นตามที่ตนเองหวัง และเราคงต้องทบทวนตนเองให้เกิดผลตามเป้าหมายเสียแล้ว 

             

 

Comment

Comment:

Tweet